
Bale Homewares แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้และของตกแต่งบ้านแบบงานฝีมือ (Handmade) แนว Boutique จากอินโดนิเซีย ซึ่งมีโชว์รูมตั้งอยู่ที่รัฐ Connecticut และคลังสินค้า 2 แห่งในบาหลีและชวา ประเทศอินโดนีเซีย ก่อตั้งโดยคู่สามีภรรยา Matt และ Lita Bondlow เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนปรับทิศทางธุรกิจจากอีคอมเมิร์ซแบบ B2C บุกเข้าสู่ตลาดธุรกิจด้านการบริการ ด้วยการขยายธุรกิจแบบ B2B ด้วยโครงการขนาดใหญ่ทั้งที่อยู่อาศัยและ เชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยเน้นงานโรงแรม ร้านอาหาร และบ้านระดับไฮเอนด์ ซึ่งบริษัทได้วางแผนการเติบโตของธุรกิจภายในระยะเวลา 5 ปี ด้วยบริการ one-stop furnishing solution ด้วยสินค้าเฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงงานไฟฟ้า หลังคาและการตกแต่ง
จากอินโดนีเซียสู่สหรัฐอเมริกา
Bale (อ่านว่า "บา-ลิ" คล้ายกับคำว่าบาหลี) ในภาษาอินโดนีเซียแปลว่า สถานที่สำหรับการรวมตัวกัน โดยMatt และ Lita เริ่มต้นจากการขายผ้าและของตกแต่งที่ตลาดนัดเมือง Brooklyn รัฐ New York ในปี 2562 โดยLita ได้รับแรงบันดาลใจจากงานหัตถกรรมแบบดั้งเดิมของบ้านเกิดที่ประเทศอินโดนิเซีย ก่อนจะค่อย ๆ ขยับขยายไปสู่งานเฟอร์นิเจอร์แบบ Handmade
Bale เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยขยับเข้าสู่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแบบ Handmade ทั้งสำหรับเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านและเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้ง ปัจจุบัน Bale ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ที่เน้นคุณภาพ ความแตกต่าง และการแต่งบ้านอย่างมีรสนิยม รวมถึงมีผลงานเด่นร่วมกับเชฟร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง เช่น เชฟ Jose Andres และ Cedric Vongerichten
สินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม
เฟอร์นิเจอร์ของ Bale ผลิตโดยช่างฝีมือในอินโดนิเซีย ผลิตจากไม้สักและวัสดุธรรมชาติ เช่น หนังแท้ หญ้าทะเล และผ้าฝ้ายดิบ โดยไม่มีการผลิตแบบอุตสาหกรรม (Mass Production) บริษัทมีการร่วมมือกับซัพพลายเออร์ต่าง ๆ และจัดส่งสินค้าทั่วสหรัฐฯ เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ของ Bale มีราคาค่อนข้างสูง ตั้งแต่ 1,200 ถึง 2,500 เหรียญสหรัฐ เก้าอี้บาร์และเก้าอี้ทั่วไป 500 ถึง 1,000 เหรียญสหรัฐ ขณะที่โต๊ะอาหารมีราคาตั้งแต่ 5,000 ไปจนถึง 20,000 เหรียญสหรัฐ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรายได้สูงที่อยากซื้อเฟอร์นิเจอร์ทีละชิ้น และให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัสดุ หนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมของบริษัท คือ Sadia Teak Counter Stool ที่ขายดีทุกปี ซึ่งทำจากไม้สักแท้ ดีไซน์สวย และดูแลง่าย และเคยถูกนำเสนอในรายการ HGTV ด้วย
รุกโครงการใหญ่ แต่ไม่ทิ้งความเป็นงานฝีมือ
ปัจจุบัน บริษัทกำลังร่วมมือกับสถาปนิกในรัฐฟลอริดาเพื่อตกแต่งบ้านทั้งหลัง และมีแผนรุกตลาดในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารอย่างจริงจัง พร้อมเตรียมเปิดตัวเฟอร์นิเจอร์ใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ 2026 ทั้งนี้ บริษัทได้รับงานหลายโครงการที่มีมูลค่าหลักแสนเหรียญสหรัฐ อีกทั้งได้จับมือเป็นพันธมิตรกับร้านอาหารและโรงแรมหลายแห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการงานขนาดใหญ่และมีชื่อเสียง
กลยุทธ์เติบโตแบบยั่งยืน
แม้รายได้บริษัทจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 - 2567 แต่ผู้ก่อตั้งระบุว่า Bale จะยังคงเน้นยึดกลยุทธ์เติบโตแบบยั่งยืน เพื่อรักษาคุณภาพงานฝีมือและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกค้า และมีบริการออกแบบและผลิต ตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า (customization) เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณภาพงานฝีมือ และความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
ข้อคิดเห็น
ภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ในสหรัฐฯ
ตลาดเฟอร์นิเจอร์ในสหรัฐฯ มีมูลค่าประมาณ 193.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตไปถึง 232.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 (Mordor Intelligence)
ตลาดเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านในสหรัฐฯ มีมูลค่าราว 125.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 และภายในปี 2573 จะเติบโตมีมูลค่า 151.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (Mordor Intelligence) โดยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ยังคงครองสัดส่วนใหญ่ในตลาดเฟอร์นิเจอร์ซึ่งผู้บริโภคในสหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับวัสดุธรรมชาติ ความยั่งยืน และการซื้อผ่านออนไลน์หรือช่องทางผสม (omnichannel) มากขึ้น
ภาวะนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ของสหรัฐฯ ภายใต้ภาษีทรัมป์
นับตั้งแต่สหรัฐฯ ประกาศการเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าใหม่ภายใต้มาตรา 232 สำหรับไม้เนื้ออ่อน เฟอร์นิเจอร์ไม้หุ้มเบาะ ตู้ครัว เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. 2568 ซึ่งผู้ประกอบการสหรัฐฯ ต่างได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างผู้ประกอบการรายใหญ่เช่น IKEA ได้มีการปรับขึ้นราคาบางรายการเพื่อรองรับภาษีที่สูงขึ้น ส่งผลทำให้ผู้บริโภคสหรัฐฯ ต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น
โอกาสของผู้ประกอบการไทย
อย่างไรก็ดี ตลาดเฟอร์นิเจอร์ในสหรัฐฯ ยังมีการเติบโต และตลาดยังมีความต้องการเฟอร์นิเจอร์วัสดุไม้คุณภาพสูงและธรรมชาติอยู่มาก ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพสามารถแข่งขันกับแบรนด์ Bale ของอินโดนิเซียที่กำลังทำอยู่ได้ ด้วยผู้ผลิตไทยมีจุดแข็งด้านงานไม้ งานหัตถกรรม วัสดุธรรมชาติ แม้ไทยอาจจะมีต้นทุนในส่วนของค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าอินโดนิเซีย ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาการสร้างแบรนด์ และการรักษามาตรฐานคุณภาพ และการพิจารณาทำงานร่วมกับดีไซน์เนอร์ ผู้ออกแบบ สถาปนิก ตัวแทนจำหน่ายในสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมในโครงการใหญ่ หรือการสร้างช่องทางจัดจำหน่ายในสหรัฐฯ เช่น ผ่านตัวแทนนำเข้า การมีสินค้าจัดแสดงในโชว์รูมในสหรัฐฯ หรือการร่วมงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในสหรัฐฯ เช่น งาน High Point Market ที่เมือง High Point รัฐ North Carolina งาน International Contemporary Furniture Fair (ICFF) นคร New York และงาน NeoCon นครชิคาโก