fb
Unilever ขยายฐานการผลิต Vaseline ในแอฟริกาใต้ รองรับตลาดโลก
โดย
Mueanfun
ลงเมื่อ 09 ตุลาคม 2569 16:30
สคต. ณ กรุงพริทอเรีย (แอฟริกาใต้) (TTC, Pretoria (South Africa))
2

          Unilever ขยายกำลังการผลิต Vaseline Petroleum Jelly ที่โรงงาน Maydon Wharf เมือง Durban ประเทศแอฟริกาใต้ ด้วยเงินลงทุนประมาณ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเปิดสายการผลิตใหม่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 การลงทุนดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนการผลิต Petroleum Jelly ของโรงงานแห่งนี้ จากเดิมประมาณร้อยละ 60 เป็นประมาณร้อยละ 80 ของปริมาณผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของ Unilever ทั่วโลก ทั้งนี้ สัดส่วนดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะ Petroleum Jelly และไม่รวมผลิตภัณฑ์อื่นภายใต้แบรนด์ Vaseline เช่น โลชั่นและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวประเภทอื่น

การลงทุนครั้งนี้เป็นการขยายการดำเนินงานด้านการผลิตที่มีอยู่แล้ว มากกว่าการสร้างโรงงานใหม่ อนึ่งโรงงาน Maydon Wharf ก่อตั้งขึ้นในปี 2455 โดยเริ่มจากการผลิตสบู่ก้อน Sunlight และปัจจุบันผลิตสินค้าในกลุ่มของใช้ในครัวเรือนและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลหลายประเภท มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 139,000 ตันต่อปี (รวมสินค้าทั้งหมดของโรงงาน ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์วาสลีนเพียงอย่างเดียว) นอกจากนี้ อุปกรณ์สำหรับสายการผลิตล่าสุดมาจากเยอรมนีและอิตาลีร่วมกับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของแอฟริกาใต้ ขณะที่ ทำเลของโรงงานซึ่งอยู่ใกล้ท่าเรือ Durban ช่วยเชื่อมโยงการผลิตกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออกไปยังตลาดในแอฟริกาและตลาดอื่น ๆ

การขยายกำลังการผลิตดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางด้านการผลิตในประเทศของ Unilever ในแอฟริกาใต้ โดยบริษัทระบุว่า ผลิตภัณฑ์ประมาณร้อยละ 95 ที่จำหน่ายในแอฟริกาใต้ผลิตภายในประเทศ ขณะที่สัดส่วนการจัดหาวัตถุดิบภายในประเทศเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40 ในปี 2562 เป็นร้อยละ 80 ในปี 2568 ทั้งนี้ สัดส่วนดังกล่าวเป็นข้อมูลเฉพาะการดำเนินธุรกิจของ Unilever ในแอฟริกาใต้ ไม่ใช่ฐานการผลิตของบริษัททั่วโลก สำหรับสายการผลิตที่ขยายใหม่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว แต่ยังไม่มีการระบุว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นถึงสัดส่วนที่คาดการณ์ไว้เมื่อใด รวมถึงยังไม่มีการเปิดเผยรายได้จากการส่งออกเพิ่มเติมหรือจำนวนการจ้างงานถาวรที่เกิดขึ้นจากการลงทุนครั้งนี้

 

ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ : การขยายกำลังการผลิตของ Unilever สอดคล้องกับแนวทางของแอฟริกาใต้ในการส่งเสริมการผลิตในประเทศ (Localisation) ควบคู่กับการพัฒนาฐานการผลิตระดับภูมิภาค (Regional Manufacturing) และการเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อการส่งออก (Export Hub) โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงทางการค้าที่แอฟริกาใต้เป็นภาคี อย่างไรก็ตาม นโยบายการส่งเสริมการผลิตในประเทศของแอฟริกาใต้ เป็นแนวโน้มที่ผู้ประกอบการไทยควรติดตาม เพื่อพิจารณาโอกาสในการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและขยายธุรกิจในตลาดแอฟริกา รวมทั้งการบริหารจัดการความท้าทายจากกรณีแอฟริกาใต้หันมาใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้นเพื่อทดแทนการนำเข้า

เครดิตภาพและที่มาข่าว www.africa.businessinsider.com

ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย

ตุลาคม 2569

Share :
Instagram