
สำนักงานกำกับดูแลน้ำตาล (Sugar Regulatory Administration: SRA) ออกมาตรการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการนำเข้ากากน้ำตาล (Molasses) โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการและผู้นำเข้าต้องจัดซื้อกากน้ำตาลที่ผลิตภายในประเทศก่อน จึงจะได้รับสิทธิในการนำเข้ากากน้ำตาลจากต่างประเทศ ตามสัดส่วนที่ SRA กำหนดไว้ พร้อมขยายเวลาห้ามนำเข้าน้ำตาลถึงธันวาคม 2569
SRA ได้ออกคำสั่งกากน้ำตาล (Molasses Order: MO) ฉบับที่ 2 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการนำเข้ากากน้ำตาล ภายใต้แนวทางดังกล่าวผู้มีสิทธิเข้าร่วมจะต้องจัดซื้อกากน้ำตาลที่ผลิตในประเทศก่อนจากนั้นจึงจะได้รับการจัดสรรโควตาการนำเข้า โดยผู้ประกอบการจะสามารถนำเข้ากากน้ำตาลได้ในอัตรา 1 กิโลกรัม ต่อการซื้อกากน้ำตาลในประเทศ 3 กิโลกรัม ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้รับการกำหนดขึ้นภายหลังจากการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมน้ำตาล และการพิจารณาจากปริมาณสต็อกกากน้ำตาลที่มีอยู่จริงภายในประเทศ นอกจากนี้ คณะกรรมการ SRA ได้เสริมว่าคำสั่งกากน้ำตาล (Molasses Order: MO) ฉบับที่ 2 มีความจำเป็นในการบังคับใช้นโยบายการซื้อกากน้ำตาลที่ผลิตในประเทศเพื่อให้มีสิทธิในการนำเข้าเพื่อให้ความสำคัญกับการนำไปใช้และการระบายกากน้ำตาลที่ผลิตภายในประเทศเป็นลำดับแรก
นาย Pablo Luis Azcona ผู้บริหารสำนักงานกำกับดูแลน้ำตาล (SRA) เปิดเผยว่า มาตรการระงับการนำเข้ากากน้ำตาลยังคงมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงเดือนมีนาคม 2569 และอาจมีการขยายระยะเวลาเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับสถานการณ์อุปทานกากน้ำตาลภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม คำสั่ง MO ฉบับที่ 2 จะครอบคลุมกากน้ำตาลที่ผลิตตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2569 ของฤดูการผลิตปี 2568–2569 เป็นต้นไป โดย ฝ่ายกำกับดูแลของ SRA จะออกหนังสือเวียนเพิ่มเติม เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติ รวมถึงกรอบระยะเวลาการนำเข้ากากน้ำตาล นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังระบุว่า กากน้ำตาลที่ผู้ประสงค์นำเข้าได้จัดซื้อจากผู้ผลิตในประเทศแล้ว ต้องดำเนินการถอนกากน้ำตาลออกจากโรงงานน้ำตาลหรือถังเก็บภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันที่ SRA ได้รับคำขออนุญาตนำเข้าของผู้ประกอบการรายดังกล่าว โดยผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการจะต้องยื่นเอกสารเพื่อยืนยันการซื้อกากน้ำตาลในประเทศ ได้แก่ ใบรับรองการจัดเก็บกากน้ำตาล และคำสั่งอนุญาตการถอนกากน้ำตาลจากโรงงาน นอกจากนี้การติดตามปริมาณกากน้ำตาลที่ซื้อภายใต้คำสั่งดังกล่าวจะต้องรายงานผ่านระบบ SMS รายสัปดาห์ และจะมีการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่กำกับดูแลของ SRA ที่ประจำอยู่ในโรงงานน้ำตาล ทั้งนี้ SRA ได้ดำเนินมาตรการระงับการนำเข้ากากน้ำตาล เนื่องจากราคากากน้ำตาลปรับตัวลดลงอย่างมาก จากการเพิ่มขึ้นของสต็อกกากน้ำตาลทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ (DA) ประกาศคงมาตรการห้ามนำเข้าน้ำตาลจนถึงธันวาคม 2569 เพื่อคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ หลังการผลิตน้ำตาลในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
นาย Francisco Tiu Laurel Jr. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ ระบุว่า มาตรการห้ามนำเข้าน้ำตาลจะมีผลบังคับใช้จนถึงเดือนธันวาคม 2569 โดยจะไม่สิ้นสุดในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูการผลิตปัจจุบัน เพื่อขยายการคุ้มครองผู้ผลิตน้ำตาลในประเทศท่ามกลางอุปทานที่ปรับตัวดีขึ้น โดยนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ความสำคัญกับน้ำตาลที่ผลิตในประเทศและรักษาเสถียรภาพตลาด พร้อมเห็นว่าจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการระงับการนำเข้าน้ำตาลยาวออกไปจากที่เคยเสนอไว้เดิม โดยพิจารณาจากแนวโน้มการผลิตและอุปสงค์น้ำตาลในปัจจุบัน
SRA โดยมีนาย Francisco Tiu Laurel Jr. ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบาย (Sugar Board) รายงานว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามการดำเนินงานของโรงงานผลิตน้ำตาล เพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับปริมาณสต็อกน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์และเกรดพรีเมียม โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันความผิดปกติของอุปทานและการเก็งกำไรราคา โดยก่อนหน้านี้ นาย Francisco Tiu Laurel Jr. และนาย Pablo Luis Azcona ผู้บริหาร SRA เคยยืนยันว่า ยังไม่มีแผนหารือเกี่ยวกับโครงการนำเข้าน้ำตาลสำหรับฤดูการผลิตปี 2568 – 2569 จนกว่าจะเสร็จสิ้นฤดูการหีบอ้อย และได้ตัวเลขผลผลิตที่ชัดเจน รวมถึงมั่นใจว่าหากมีการนำเข้าจะถูกจัดเป็นน้ำตาลประเภท ‘C’ หรือสำรองเท่านั้นซึ่งยังไม่สามารถวางขายในตลาดได้ทันที
ข้อมูลของ SRA ระบุว่า ณ วันที่ 14 ธันวาคม 2568 ฟิลิปปินส์มีสต็อกกากน้ำตาลรวม 460,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากระดับ 340,976 ตัน ในช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยในจำนวนดังกล่าว เป็นสต็อกคงค้างจากฤดูการผลิตก่อนหน้า 244,378 ตัน และเป็นผลผลิตจากฤดูการผลิตปัจจุบันตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ปริมาณ 215,658 ตัน โดยราคากากน้ำตาลในช่วงระยะเวลาอ้างอิงลดลงร้อยละ 56 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเหลือ 7,088.33 เปโซต่อตัน จาก 16,476.15 เปโซต่อตัน นอกจากนี้ ผลผลิตน้ำตาลภายในประเทศในเดือมิถุนายน 2568 อยู่ที่ 2.015 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 1.922 ล้านตัน ในฤดูการผลิตก่อนหน้า และพื้นที่เพาะปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นจาก 380,000 เฮกตาร์ในปี 2565 เป็น 409,000 เฮกตาร์
ในปี 2568
ที่มา:หนังสือพิมพ์ DA Press Office และ The Philippine Star
บทวิเคราะห์/ข้อคิดเห็น
น้ำตาลถือเป็นสินค้าอ่อนไหวของฟิลิปปินส์ที่มีการควบคุมการนำเข้าโดยการใช้มาตรการโควตาภาษี (Tariff-Rate Quotas: TRQs) โดยมีสำนักงานกำกับดูแลน้ำตาล (SRA) ภายใต้กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ (DA) ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย กำกับดูแล รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาล
ภายในประเทศ ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์สามารถผลิตน้ำตาลเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกบางส่วน โดยมีการบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยปีละประมาณ 2.3 ล้านตันต่อปีร้อยละ 50 ถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรม (Industrial users) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดี่ม ร้อยละ 32 ถูกใช้ในภาคครัวเรือน
และร้อยละ18 ถูกใช้ในสถาบัน/ภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร และร้านเบเกอร์รี่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์อาจจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำตาลในบางช่วงเวลาที่ขาดแคลน โดยจะอาจเปิดให้มีการนำเข้าเมื่อผลผลิตประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยล่าสุดได้มีการขยายมาตรการ
การระงับนำเข้าน้ำตาลจนถึงเดือนธันวาคม 2569 ซึ่งควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสำหรับกากน้ำตาล (Molasses) แม้ว่าฟิลิปปินส์จะคงมีมาตรการระงับการนำเข้าน้ำตาลจนถึงเดือนมีนาคม 2569 แต่การออกคำสั่งกากน้ำตาล (Molasses Order: MO) ฉบับที่ 2 ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ต้องจัดซื้อกากน้ำตาลภายในประเทศก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ในการนำเข้ากากน้ำตาลจากต่างประเทศตามสัดส่วนที่ SRA กำหนด ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับผู้ส่งออกไทยในการวางแผนและส่งออกกากน้ำตาลไปยังฟิลิปปินส์ในอนาคตทั้งนี้ ในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าน้ำตาลทรายไปยังตลาดฟิลิปปินส์ มีมูลค่า121.38 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 67.02 จากปี 2566 ที่มีมูลค่า 368 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับในปี 2568 (เดือนมกราคม – พฤศจิกายน) ไทยส่งออกน้ำตาลทรายมายังฟิลิปปินส์ มูลค่า 216.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 79.75 จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มีมูลค่า 120.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ