
นาง Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (EU) ไม่อาจคาดหวังว่า เธอจะได้รับการตอบรับภายหลังจากที่เธอได้พบกับผู้แทนระดับสูงจากสมาคมธุรกิจทั้ง 4 แห่ง ในกรุงเบอร์ลินเป็นครั้งแรกในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และหากพูดถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของเยอรมนีที่ย่ำแย่แล้ว ภาคเอกชนมักจะโทษ EU ก่อนเลย โดยเรียกร้องว่า EU กำลังบีบคั้นภาคเศรษฐกิจด้วยระบบราชการ กฎระเบียบที่ซับซ้อน และเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ไม่สอดคร้องกับความเป็นจริง เหล่านี้ คือ สาเหตุที่นาง von der Leyen ได้พูดถึงในสุนทรพจน์ที่มีต่อแขกที่ได้รับเชิญที่สำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์ช่างฝีมือหลักแห่งประเทศเยอรมนี (ZDH – Zentralverband des Deutschen Handwerks) ว่า “เราทุกคนต่างก็รู้ว่าทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่ในวันนี้ สิ่งสำคัญก็เพราะเราต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของยุโรปไว้นั่นเอง” โดยในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งยุโรปนั้นนาง von der Leyen ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันกลายเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายรัฐบาล EU และนับตั้งแต่นาง von der Leyen เข้ามารับตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 และในเดือนมกราคม 2568 นาง von der Leyen ซึ่งเป็นนักการเมืองพรรคสหภาพคริสต์เตียนเพื่อประชาธิปไตยประเทศเยอรมนี (CDU - Christlich Demokratische Union Deutschlands) ก็ได้ออกมานำเสนอ “ข้อตกลงอุตสาหกรรมสะอาด (Clean Industrial Deal)” ซึ่งเป็นหลักการชี้นำนโยบายอุตสาหกรรมของเธอ คณะกรรมาธิการฯ ได้พยายามผลักดันให้สร้างโรงงานขนาดใหญ่ (Gigafactory) ด้าน AI และแผนปฏิบัติการสำหรับรักษาและผลักดันอุตสาหกรรมเหล็กและยานยนต์ออกมา นอกจากนี้ EU ยังยื่นข้อเสนอการจัดสรรเงินงบประมาณ 7 ปี ฉบับใหม่ของ EU ซึ่งในงบประมาณดังกล่าวมีการกล่าวถึงกองทุนการเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่มีมูลค่าสูงถึง 410 พันล้านยูโร แต่สมาคมธุรกิจต่าง ๆ ในเยอรมนีก็ออกมาขอให้ EU เร่งดำเนินการ และมีความมุ่งมั่นกับเรื่องนี้มากขึ้น เอกสารแสดงจุดยืนร่วมเกี่ยวกับวาระการแข่งขันของยุโรป ซึ่งได้นำเสนอกับสำนักข่าว Handelsblatt ได้ระบุว่า “ยุโรปกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล” ทั้งจากปัญหาราคาพลังงานที่สูง การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ และระบบราชการที่ยุ่งยากเกินความจำเป็น ทำให้การลงทุนชะลอตัว นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านการอุดหนุนระดับโลก และการโจมตีระบบการค้าแบบพหุภาคี (Multilateral) กำลังกลายเป็นภัยคุกคามระบบเศรษฐกิจยุโรปอย่างหนัก โดยเอกสารที่มีชื่อว่า “5 ประเด็น ที่ทำให้เศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอ” พบว่า ยากที่จะยืนยันผลประโยชน์และอุดมการณ์ของตนในสถานการณ์เช่นนี้ “ดังนั้นการฟื้นตัวของความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ จึงเป็นสิ่งสำคัญด้านนโยบายในลำดับต้น ๆ ของยุโรป” สมาคมผู้จ้างงานเยอรมนี (BDA - Bundesvereinigung der DeutschenArbeitgeberverbände) สหพันธ์อุตสาหกรรมเยอรมนี (BDI - Bundesverband der Deutschen Industrie) สภาหอการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรมเยอรมนี (DIHK - Der Deutsche Industrie- und Handelskammertag) และ ZDH ร่วมกันออกมาเรียกร้องให้ EU เร่งปฏิบัติใน 5 ประเด็น กล่าวคือ (1) ลดขั้นตอนของระบบราชการ (2) จัดหาพลังงานในราคาที่เข้าถึงได้ (3) อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะ (4) จัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีใหม่ ๆ และ (5) ให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ที่ผ่านมา นาง von der Leyen ได้ชี้แจงว่า ได้ดำเนินการแทบทุกเรื่องแล้ว ตัวอย่างเช่น ในข้อตกลงอุตสาหกรรมสะอาด (Clean Industrial Deal) ของเธอ โดยในนามของคณะกรรมาธิการบรัสเซลส์ก็ได้นำข้อเสนอด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของนาย Mario Draghi อดีตประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) และอดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลีมาร่วมเอาไว้แล้วด้วย แต่หลังจากที่ข้อเสนอด้านการเพิ่มขีดความสามารถอันน่าตื่นเต้นของนาย Draghi ที่นำเสนอจุดอ่อนของ EU ว่า มีกฎระเบียบที่มากเกินไป ขาดนวัตกรรม และการลงทุนต่ำ ออกมามานานกว่าหนึ่งปี ปัจจุบันกลับแทบไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกิดขึ้นเลยกับเรื่องที่เขากล่าวใน สภานวัตกรรมนโยบายยุโรป (European Policy Innovation Council) สรุปผลการศึกษาว่า ข้อเสนอต่าง ๆ ของนาย Draghi ถูกนำไปปฏิบัติใช้จริงเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นาย Draghi เองก็ได้ออกมาประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่า ฐานอุตสาหกรรมของยุโรปกำลังเสื่อมถอย ขาดการลงทุน และรัฐบาลต่าง ๆ “ไม่เข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ในปัจจุบัน” นาย Draghi ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์กล่าวเตือนนาง von der Leyen ว่า “ยุโรปอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่กว่าปีที่แล้ว รูปแบบธุรกิจที่เคยผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเรากำลังทยอยพังลง” เป้าหมายหนึ่งของข้อตกลงอุตสาหกรรมสะอาด (Clean Industrial Deal) คือ การลดการพึ่งพาจีนและสหรัฐอเมริกาของ EU ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการยุโรปจึงตั้งใจที่จะกำหนดโควตาสำหรับผลิตภัณฑ์ “ผลิตในยุโรป” สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ยกตัวอย่างเช่น ในอนาคต เทคโนโลยีสีเขียว อย่างระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม 40% จะต้องถูกผลิตใน EU ข้อตกลงนี้ยังเสริมด้วยแผนปฏิบัติการเพื่อพลังงานราคาประหยัด ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดราคาพลังงานสำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจลง ในเวลานี้ราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นภาระหนักต่อภาคธุรกิจที่ใช้พลังงานอย่างหนัก เช่น อุตสาหกรรมเคมีและอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ซึ่งทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรปในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมลดความสำคัญลง ข้อตกลงอุตสาหกรรมสะอาด (Clean Industrial Deal) ต้อง “เชื่อมโยงและรับประกันการอนุรักษ์สภาพภูมิอากาศ รวมถึงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงพลังงานได้ และมีพลังงานพร้อมใช้งานอย่างมั่นคงแม้ความต้องการจะเพิ่มขึ้นก็ตาม” สมาคมธุรกิจต่าง ๆ ของเยอรมนีออกมาเรียกร้อง เช่นเดียวกับนาย Draghi ผู้ซึ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์ “แผนการเลิกใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในตั้งแต่ปี 2035” โดย BDA, BDI, DIHK และ ZDH ก็ร่วมกันออกมาสนับสนุน ให้ EU “เปิดกว้างด้านเทคโนโลยี”เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการอนุรักษ์สภาพภูมิอากาศ โดยนาย Peter Adrian ประธาน DIHK กล่าวว่า “เราไม่ได้คัดค้านเป้าหมายของ EU แต่เราคัดค้านแนวทางปฏิบัติ” นอกจากนี้ สมาคมและสมาพันธ์ต่าง ๆ ยังเรียกร้องให้ EU มีการป้องกันกับสิ่งที่เรียกว่า “การรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage)” อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น Carbon Leakage ในที่นี้หมายถึงการย้ายฐาน การผลิตของภาคอุตสาหกรรมไปยังภูมิภาคที่มีกฎระเบียบด้านการอนุรักษ์สภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดน้อยกว่า อย่างในปัจจุบันแม้ว่า คณะกรรมาธิการยุโรปจะให้เวลาแก่ผู้ผลิตรถยนต์มากขึ้น ในการหาทางให้สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับปีนี้ออกไป แต่คณะกรรมาธิการฯ ก็ยังไม่มีการนำเสนอข้อเสนอเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติการเพื่อหาทางเลิกใช้เครื่องยนต์สันดาปออกมาเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามในการกล่าวสุนทรพจน์ประจำปีต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนาง von der Leyen ได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะรักษาเป้าหมายด้านการอนุรักษ์สภาพภูมิอากาศปี 2030 โดยระบุว่า EU กำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวอยู่ โดยกล่าวว่า “เราต้องขอบคุณข้อตกลงกรีนดีล (Green Deal) สำหรับเรื่องนี้ นอกจากนี้เราจะต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการอนุรักษ์สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” อย่างไรก็ตาม สำหรับสมาคมธุรกิจต่าง ๆ ในเยอรมนี “การลดความซับซ้อนของกฎหมายสิ่งแวดล้อม”เป็นหนึ่งในมาตรการที่คาดหวังไว้ในส่วน “การลดขั้นตอนระบบราชการ”นั้น คณะกรรมาธิการยุโรปก็อ้างว่า ได้บรรลุเป้าหมายบางส่วนแล้วเช่นกัน จนถึงปัจจุบัน โครงการกรีนดีล (Green Deal) ทั้งสามโครงการ ได้แก่ (1) หลักเกณฑ์ด้านห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรป (2) การรายงานความยั่งยืน และ (3) แนวทางการลงทุนยั่งยืน (อนุกรมวิธาน) ก็ได้รับการปรับให้เรียบง่ายลงแล้ว
เดิมทีทางการบรัสเซลส์ต้องการปรับกฎหมายให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น โดยไม่ต้องการที่จะทิ้งวัตถุประสงค์เดิม อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ด้านห่วงโซ่อุปทานฯ ได้ยกเว้นบริษัทจำนวนมากที่อยู่ในขอบเขตการคุ้มครองเบื้องต้น เช่นเดียวกับกลไกการเรียกเก็บค่าปรับที่เกิดขึ้นในการสร้างคาร์บอนที่เกิดขึ้นก่อนข้ามพรมแดน (CBAM - Carbon Border Adjustment Mechanism) การปฏิรูปเพิ่มเติมจะตามมาภายหลัง ซึ่งการปฏิรูปเพิ่มเติมยังรวมไปถึงการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายดิจิทัลของสหภาพยุโรป กฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่าของ EU ซึ่งเพิ่งถูกเลื่อนออกไปหนึ่งปี และจะเริ่มใช้ในเดือนธันวาคมของปีนี้ ก็อาจได้รับการแก้ไขอีกครั้งก็ได้ โดยนาง von der Leyen กล่าวว่า “เราจำเป็นต้องตัดเส้นทางที่กว้างขวางผ่านป่าดงดิบ (ระบบราชการ)” ล่าสุด EU ได้เสนอกฎหมายที่จะช่วยลดภาระงานด้านราชการได้มากกว่า 8 พันล้านยูโรต่อปีออกมา แต่รัฐสภายุโรปและประเทศสมาชิกต้องอนุมัติกฎหมายเหล่านี้โดยเร็วเพื่อให้มีผลบังคับใช้ สมาคมธุรกิจต่าง ๆ กำลังผลักดันให้มีการปรับปรุงการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะภายในยุโรป ในมุมมองของพวกเขาการปรับปรุงนี้จะต้องรวมไปถึงการลดอุปสรรค (1) ในการส่งแรงงานไปทำงานชั่วคราวในประเทศอื่น ๆ ในยุโรป (2) ในการประสานงานระบบประกันสังคมของแต่ละประเทศ และ (3) ในการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย เพื่อให้เศรษฐกิจยุโรปมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และพึ่งพาผู้ผลิตชิ้นส่วน และลดการผูกขาดตลาดของประเทศลง BDA, BDI, DIHK และ ZDH จึงเรียกร้องให้เร่งทำการสรุป และเร่งลงนามในสัตยาบันข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับกลุ่มประเทศเมอร์โคซูร์ (Mercosur) ในละตินอเมริกา รวมถึงกับอินเดีย ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยเร็ว นาง von der Leyen ได้ออกมาปกป้องตนเองต่อตัวแทนภาคเอกชนที่มาร่วมประชุมว่า ในเวลานี้ข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าส่งออกของยุโรปไปยังสหรัฐอเมริกาไว้ที่ 15% นั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า “ทุกท่านทราบดีว่า การคิดคำนวณภาษีนำเข้านี้ไม่ถูกต้อง” อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญในเวลานี้ก็คือ บริษัทยุโรปจะต้องยังคงสามารถเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ได้ “แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า ด้วยว่า 80% ของการค้าของ EU เป็นการค้ากับประเทศนอกสหรัฐฯ” เหล่าสมาคมชั้นนำต่างออกมายอมรับว่า คณะกรรมาธิการยุโรปได้เริ่มการเปลี่ยนแปลงแนวทางเข้าสู่โหมดการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) มากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงนี้จะสมกับชื่อก็ต่อเมื่อส่งผลให้เห็นเป็นรูปธรรมในองค์กรเอกชนต่าง ๆ ด้วย นาย Rainer Dulger ประธาน BDA กล่าวว่า “เราไม่มีปัญหาเรื่องการรับรู้ แต่เราต้องเร่งดำเนินการทันที” นาย Peter Leibinger ประธาน BDI และประธานคณะกรรมการกำกับดูแลของบริษัท Trumpf üริษัทวิศวกรรมเครื่องกลกล่าววิจารณ์อย่างหนักแน่น และเห็นว่า แนวทางและกฎระเบียบของภาครัฐยังคงเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับสหภาพยุโรป และเมื่อพูดถึงการลดขั้นตอนราชการ เขาเห็นว่า บรัสเซลส์ยังไม่รู้สึกถึงความเร่งด่วนนี้ โดยกล่าวส่งท้ายว่า “สิ่งที่เราพบเจอทุกวันในเวลานี้ก็คือ สหภาพยุโรปคือสัตว์ประหลาดของระบบราชการดีๆ นี่เอง”
จาก Handelsblatt 10 ตุลาคม 2568