
อินโดนีเซียเตรียมจัดตั้งตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ หวังเพิ่มอำนาจกำหนดราคาในตลาดโลก
อินโดนีเซียเตรียมเปิดตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์แห่งใหม่ในปีหน้า เพื่อเพิ่มบทบาทของรัฐในการควบคุมและกำหนดราคาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม นิกเกิล และถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงเป็นแหล่งสำคัญของทองแดงและบอกไซต์ โดยประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า อินโดนีเซียยอมเก็บสินค้าโภคภัณฑ์ของตนไว้มากกว่าที่จะขายในราคาที่ต่ำเกินไป ทั้งนี้ นายซาร์จิโต (Sarjito) หัวหน้าผู้กำกับดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ ระบุว่า การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องผ่านตลาดดังกล่าวจะเป็นภาคบังคับ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นโครงการริเริ่มล่าสุดของประธานาธิบดีปราโบโวในการเพิ่มบทบาทของรัฐต่อทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่นักวิจารณ์บางส่วนมองว่า แผนดังกล่าวมีเป้าหมายด้านการสื่อสารทางการเมืองและสร้างกระแสชาตินิยมควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ โดยนายยานูอาร์ นูโกรโฮ (Yanuar Nugroho) อดีตที่ปรึกษาระดับสูงของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวเหมาะกับการใช้เป็นเนื้อหาในการหาเสียงมากกว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่มีความสมเหตุสมผล
นักวิเคราะห์และผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมหลายรายเตือนว่า การบังคับใช้ตลาดดังกล่าวอาจส่งผลย้อนกลับ เนื่องจากการกำหนดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต้องอาศัยความไว้วางใจ สภาพคล่อง และความโปร่งใส ขณะที่นักลงทุนกำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่า ตลาดหุ้นที่มีผลการดำเนินงานไม่ดี และความกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจอยู่แล้ว
นายเอียน ฮิสค็อก (Ian Hiscock) ผู้บริหารระดับ Principal ประจำสิงคโปร์ของ Energy Shift Institute กล่าวว่า แม้อินโดนีเซียจะเป็นผู้เล่นรายสำคัญในสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภทและมีขนาดตลาดใหญ่เพียงพอที่จะส่งผลต่อตลาดโลก แต่ความพยายามที่จะกำหนดราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกอาจส่งผลย้อนกลับ โดยอาจทำให้นักลงทุนที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบถอนตัว และเปิดช่องให้ผู้ประกอบการที่ไม่โปร่งใสเข้ามาแทนที่ ซึ่งจะลดความโปร่งใสของตลาดแทนที่จะเพิ่มขึ้น
สำหรับนิกเกิล ผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้ผู้ซื้อเร่งเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ไม่ใช้นิกเกิล หรือหันไปสนับสนุนโครงการจากผู้จัดหารายอื่นที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่า ขณะที่ผู้ซื้อสินค้าโภคภัณฑ์อาจเลือกหาผู้จัดหารายอื่นหรือสินค้าทดแทน หากราคาที่กำหนดผ่านตลาดใหม่สูงกว่าราคาในตลาดอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านซิเมิง เติ้ง (Simeng Deng) นักวิเคราะห์อาวุโสของ Rystad Energy กล่าวว่า ผู้ซื้ออาจถอนตัวจากตลาดดังกล่าว โดยเฉพาะถ่านหิน ซึ่งอินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่และกำลังกระจายแหล่งจัดซื้อไปยังมองโกเลีย รัสเซีย และแอฟริกาใต้ ทั้งนี้ ตลาดใหม่มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเพียงขั้นตอนบริหารจัดการภายในประเทศ แทนที่จะเป็นกลไกค้นหาราคาที่แท้จริง อีกทั้งอาจเพิ่มต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนจนกว่าจะมีความชัดเจนด้านกฎระเบียบ
ความท้าทายจากตลาดน้ำมันปาล์ม
น้ำมันปาล์มเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความท้าทายในการสร้างตลาดอ้างอิงใหม่ โดยอินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มบริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เปิดตลาดซื้อขายน้ำมันปาล์มในปี 2566 แต่ปริมาณการซื้อขายยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ Bursa Malaysia Derivatives ซึ่งเปิดตัวสัญญาซื้อขายล่วงหน้า CPO ตั้งแต่ปี 2523 ยังคงเป็นตลาดอ้างอิงหลักในการกำหนดราคาน้ำมันปาล์มโลก แม้ที่ผ่านมาเคยมีความพยายามจากตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลกในการสร้างสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทางเลือก แต่ยังไม่สามารถลดความโดดเด่นของ Bursa Malaysia ได้
ในปี 2568 Bursa Malaysia Derivatives มีปริมาณซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า CPO จำนวน 19.62 ล้านสัญญา หรือเทียบเท่า CPO 490.43 ล้านตัน ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงการค้าอินโดนีเซียระบุว่า ตลาดซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า CPO ของอินโดนีเซียมีการซื้อขายเพียง 30,341 ล็อต หรือเทียบเท่า 151,705 ตัน สะท้อนถึงความแตกต่างด้านสภาพคล่องและการมีส่วนร่วมของตลาดอย่างมาก
นายจูเลียน แมคกิลล์ (Julian McGill) กรรมการผู้จัดการของ Glenauk Economics กล่าวว่า การแข่งขันกับ Bursa Malaysia จะเป็นเรื่องยาก และการเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดไม่ได้ทำให้อินโดนีเซียมีข้อได้เปรียบในการสร้างตลาดอ้างอิงมากนัก ขณะที่นายเอ็ม.อาร์. จันทรัน (M.R. Chandran) ผู้มีประสบการณ์ในตลาดน้ำมันปาล์ม คาดว่าตลาดใหม่ของจาการ์ตาอาจนำไปสู่ตลาดที่แบ่งแยกกันมากกว่าการสร้างตลาดอ้างอิงแห่งใหม่ โดยมีแนวโน้มทำหน้าที่เป็น ราคาอ้างอิงภายในประเทศสำหรับอากรส่งออกและการตรวจปล่อยสินค้า ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้า CPO ของ Bursa Malaysia จะยังคงเป็นราคาอ้างอิงสำหรับตลาดโลกและการบริหารความเสี่ยง
นายรอสลิน อัซมี ฮัสซัน (Roslin Azmy Hassan) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมน้ำมันปาล์มมาเลเซีย กล่าวว่า มาเลเซีย “ไม่ควรประมาท” แต่ยังไม่เห็นว่าตลาดใหม่ของอินโดนีเซียเป็นภัยคุกคามในทันที เนื่องจากการสร้างสภาพคล่อง ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมตลาดจากต่างประเทศต้องใช้เวลาหลายปี ขณะที่นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันปาล์มในจาการ์ตาจากบริษัทการค้าระดับโลกเห็นว่า ความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส ความแน่นอนทางกฎหมาย และความเป็นอิสระของตลาด เป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดของอินโดนีเซียยังไม่น่าสนใจมากนัก
แม้แต่ผู้สนับสนุนตลาดซื้อขายแห่งใหม่ของอินโดนีเซียก็ยอมรับว่า การสร้างความน่าเชื่อถือและสภาพคล่องต้องใช้เวลา โดยนายยาซิด กันกา ซูร์ยา (Yazid Kanca Surya) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ PT Jakarta Futures Exchange กล่าวว่า ตลาดซื้อขายที่ประสบความสำเร็จไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน ซึ่งสะท้อนว่าความท้าทายสำคัญของอินโดนีเซียไม่ได้อยู่เพียงการจัดตั้งตลาด แต่รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น สภาพคล่อง และการยอมรับจากผู้ซื้อขายในระดับสากลด้วย
ความเห็นสำนักงาน
อินโดนีเซียเตรียมเปิดตลาดซื้อขายแร่และสินค้าโภคภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์แห่งใหม่ในวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อเพิ่มบทบาทของประเทศในการกำหนดราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญในตลาดโลก โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม นิกเกิล และถ่านหิน ซึ่งอินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก รวมถึงทองแดง บอกไซต์ และสินค้าอื่น ๆ ทั้งนี้ รัฐบาลมีแนวคิดกำหนดให้การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ตลาดดังกล่าวดำเนินการผ่านตลาดใหม่ และตั้งเป้าให้อินโดนีเซียเป็น “ผู้มีอิทธิพลต่อราคา (price influencer)” ในระยะแรก และพัฒนาไปสู่การเป็น “ผู้กำหนดราคา (price maker)” ในอนาคต อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เห็นว่า การสร้างตลาดใหม่ให้สามารถแข่งขันกับตลาดที่มีอยู่เดิมเป็นความท้าทาย เนื่องจากต้องใช้เวลาในการสร้างสภาพคล่อง ความโปร่งใส ความเชื่อมั่น และการมีส่วนร่วมของผู้ซื้อขายต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีน้ำมันปาล์ม ซึ่ง Bursa Malaysia ยังคงเป็นตลาดอ้างอิงหลักของโลก แม้อินโดนีเซียจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดก็ตาม ทั้งนี้ ในปี 2568 Bursa Malaysia Derivatives มีการซื้อขายสัญญา CPO 19.62 ล้านสัญญา เทียบเท่า 490.43 ล้านตัน ขณะที่อินโดนีเซียมีเพียง 30,341 ล็อต หรือ 151,705 ตัน สะท้อนช่องว่างด้านสภาพคล่องอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ หากกำหนดให้การซื้อขายผ่านตลาดใหม่เป็นภาคบังคับและราคาสูงกว่าตลาดอ้างอิงอื่นมาก อาจทำให้ผู้ซื้อหันไปหาผู้จัดหารายอื่นหรือสินค้าทดแทน และอาจทำให้ตลาดใหม่กลายเป็นเพียงกลไกบริหารจัดการภายในประเทศมากกว่าจะเป็นตลาดค้นหาราคาสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก การจัดตั้งตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าวสะท้อนแนวนโยบายของรัฐบาลอินโดนีเซียในการเพิ่มอำนาจต่อรองและมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ และมีแนวโน้มส่งผลต่อผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ในระยะต่อไป โดยเฉพาะหากรัฐบาลกำหนดให้การซื้อขายผ่านตลาดดังกล่าวเป็นภาคบังคับ ทั้งนี้ ในระยะเริ่มต้น คาดว่าตลาดใหม่จะมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกกำกับดูแลและสร้างราคาอ้างอิงภายในประเทศมากกว่าการเข้ามาแทนที่ตลาดอ้างอิงระดับโลก เนื่องจากยังต้องใช้เวลาในการสร้างสภาพคล่องและความเชื่อมั่นจากผู้ซื้อขายต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากอินโดนีเซียสามารถพัฒนาตลาดให้มีความโปร่งใส มาตรฐานสากล และมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของอินโดนีเซียในการกำหนดราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอาจส่งผลต่อโครงสร้างการค้าในภูมิภาค ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรติดตามรายละเอียดสินค้าและธุรกรรมที่จะอยู่ภายใต้ตลาดดังกล่าว ตลอดจนหลักเกณฑ์ด้านราคา การส่งออก และการชำระภาษี/อากรอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อต้นทุนและเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จากอินโดนีเซียในระยะต่อไป