fb
ผลการเลือกตั้งรัฐควิเบก
โดย
Rukchana
ลงเมื่อ 02 พฤศจิกายน 2569 12:15
สคต. ณ นครโทรอนโต (แคนาดา) (TTC, Toronto (Canada))
5

        การเลือกตั้งท้องถิ่นของรัฐควิเบก ประเทศแคนาดาในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางการเมือง เมื่อพรรค Parti Québécois (PQ) ภายใต้การนำของนาย Paul St-Pierre Plamondon สามารถคว้าชัยชนะและนำพรรคฝ่ายสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชของรัฐควิเบกกลับสู่อำนาจได้อีกครั้งในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษ (พรรค PQ เคยชนะเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2555) ทว่าเบื้องหลังชัยชนะในครั้งนี้ กลับมีตัวเลขสถิติบางอย่างที่น่าจับตา เนื่องจากพรรค PQ คว้าที่นั่งไปได้เพียง 59 ที่นั่ง จากทั้งหมด 127 ที่นั่งในสภาของรัฐควิเบก ด้วยสัดส่วนคะแนนเสียงนิยม (Popular Vote) เพียงร้อยละ 28 ซึ่งนับเป็นสัดส่วนคะแนนที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐควิเบก โดยเฉพาะสำหรับพรรคที่ได้ขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้พรรค PQ ต้องบริหารรัฐในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ขณะที่พรรครัฐบาลเดิมอย่าง พรรค Coalition Avenir Québec (CAQ) ต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ โดยสัดส่วนคะแนนเสียงทั่วทั้งรัฐดิ่งฮวบลงจากร้อยละ 40 ในปี 2565 เหลือเพียงร้อยละ 13 ส่งผลให้พรรคต้องสูญเสียที่นั่งทั้งหมดในสภาจนกลายเป็นศูนย์ ซึ่งการที่พรรคได้คะแนนเสียง Popular Vote ถึงร้อยละ 13 แต่กลับไม่ได้เก้าอี้ในสภาเลยนั้น เป็นผลมาจากระบบการเลือกตั้งแบบผู้ชนะได้เก้าอี้ไปครองรายเดียว (First-past-the-post) ที่นับคะแนนเฉพาะผู้ที่ได้อันดับ 1 ของแต่ละเขตเท่านั้น ส่วนคะแนนอันดับรองลงมาจะถูกตัดทิ้งทั้งหมด เมื่อคะแนนนิยมของพรรค CAQ ทรุดหนักทำให้พรรคพ่ายแพ้แก่คู่แข่งอันดับหนึ่งในทุกๆ เขตเลือกตั้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งนาง Christine Fréchette หัวหน้าพรรคและอดีตมุขมนตรีรัฐเคเบก ที่ต้องปราชัยในเขตเลือกตั้งของตนเองเช่นกัน

          การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์การเมืองและอัตลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของรัฐควิเบก ซึ่งเป็นรัฐเดียวในแคนาดาที่ประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาฝรั่งเศส ความตื่นตัวทางชาตินิยมนี้เริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ยุคการปฏิวัติเงียบ (Quiet Revolution) ในทศวรรษ 1960 นำไปสู่การก่อตั้งพรรค PQ ในปี 2511 โดยมีอุดมการณ์ทางการเมือง คือการแยกตัวเป็นเอกราช ที่ผ่านมารัฐควิเบกเคยลงประชามติแยกตัวมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2523 ฝ่ายคัดค้านชนะด้วยคะแนนร้อยละ 59.5 ต่อ 40.5 และครั้งที่สองในปี 2538 ซึ่งฝ่ายคัดค้านชนะไปอย่างเฉียดฉิวเพียงร้อยละ 50.58 ต่อ 49.42 ผลลัพธ์ที่ห่างกันไม่ถึงร้อยละหนึ่งในครั้งนั้น ส่งผลให้รัฐบาลกลางแคนาดาต้องออกกฎหมายความชัดเจน (Clarity Act) เพื่อกำหนดเงื่อนไขการทำประชามติในอนาคตให้เข้มงวดขึ้น โดยระบุว่ารัฐบาลกลางจะไม่เปิดเจรจาแยกตัวเป็น
เอกราชเด็ดขาด หากคำถามในประชามติไม่มีความชัดเจน หรือคะแนนเสียงที่เห็นชอบไม่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ที่มากพอ

         หลังการลงประชามติปี 2538 อำนาจรัฐควิเบกได้ผูกขาดอยู่กับสองขั้วอำนาจเดิม ได้แก่พรรค Parti libéral du Québec (PLQ) และ พรรค Parti Québécois จนกระทั่งปี 2561 พรรค CAQ ของนาย François Legault ได้ก้าวขึ้นมาทลายระบบนี้ด้วยการเป็นทางเลือกที่สาม' คือการชูแนวทางชาตินิยมปกป้องวัฒนธรรมฝรั่งเศส แต่ปฏิเสธการแยกประเทศ ตลอดการเป็นรัฐบาล 8 ปี พรรค CAQ ทำให้กระแสแยกตัวเงียบลงไปชั่วคราว ทว่าการพ่ายแพ้อย่างราบคาบของพรรค CAQ ในศึกเลือกตั้งครั้งล่าสุด ได้จุดชนวนการถกเถียงเรื่องเอกราชของรัฐควิเบกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แม้ว่าผู้นำพรรค PQ จะประกาศชัยชนะและยืนยันจะจัดประชามติแยกตัวเป็นเอกราช
ครั้งที่ 3 เพื่อความอยู่รอดของวัฒนธรรมฝรั่งเศส แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยนาย Plamondon ระบุว่าจะชะลอการทำประชามติออกไปจนกว่า Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะพ้นจากตำแหน่ง 

        ในมุมมองด้านรัฐศาสตร์และการเมือง ศาสตราจารย์ Daniel Béland จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย McGill มองว่า ชัยชนะของพรรค PQ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนอยากแยกประเทศเป็นเอกราชมากขึ้น เพราะผลโพลระบุว่าคะแนนหนุนการแยกเป็นเอกราชยังคงต่ำ อยู่ที่ราวร้อยละ 30 เท่านั้น เสียงส่วนใหญ่เป็นเพียงปฏิกิริยาของผู้ออกเสียงที่ต้องการขับไล่รัฐบาล CAQ มากกว่า นอกจากนี้ การที่พรรค PQ ต้องบริหารประเทศในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะเป็นอุปสรรคใหญ่ในการผลักดันประชามติ เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักอย่างพรรค Liberal (พรรคของนายกรัฐมนตรี Mark Carney) และพรรค Conservative ต่างคัดค้านอย่างแข็งกร้าว โดยมีเพียงพรรค Québec Solidaire เท่านั้นที่อาจเป็นตัวแปรสำคัญในสภาควิเบกที่สนับสนุนนโยบายการแยกประเทศ

         ในด้านทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้า รัฐบาล PQ ชุดใหม่ก้าวขึ้นมาบริหารรัฐในช่วงที่ต้องรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสงครามการค้าและมาตรการกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ นาย Plamondon แสดงจุดยืนมุ่งเน้นการปกป้องอุตสาหกรรมท้องถิ่น ทั้งภาคการเกษตร ป่าไม้ และอุตสาหกรรม
ไม้แปรรูป พร้อมทั้งยังตั้งคำถามต่อมาตรการตอบโต้ทางภาษีของรัฐบาลกลาง โดยมองว่าเป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่จากพรรค PQ จะเน้นนโยบายสนับสนุนสินค้าและบริการภายในรัฐ (Buy Local /Buy Quebec) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน นาย Mark Carney นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้ส่งสัญญาณพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลควิเบกชุดใหม่ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน (ระหว่างรัฐบาลกลางที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศ กับพรรค PQ ที่ต้องการแยกตัวเป็นเอกราช) โดยนาย Carney เน้นย้ำว่า รัฐบาลควิเบกควรหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นอันดับแรก และพร้อมสนับสนุนงบประมาณเพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ปัญหาวิกฤตที่อยู่อาศัยขาดแคลน และการบริหารจัดการระบบแรงงานร่วมกันเพื่อพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางปัญหาทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ นอกจากนี้ พรรค PQ ยังมีแนวทางปฏิรูประบบการรับผู้อพยพเข้าเมืองเชิงเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยจะเปลี่ยนผ่านจากการเปิดรับแรงงานหน้าใหม่จากต่างประเทศโดยตรง หันมาเน้นการคัดเลือกและปรับสถานะให้แก่กลุ่มแรงงานชั่วคราวและนักศึกษาต่างชาติที่พำนักอยู่ในรัฐควิเบกอยู่แล้ว ให้กลายเป็นประชากรคนเมืองถาวร ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยขับเคลื่อนแรงงานฝีมือให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานท้องถิ่นที่กำลังขาดแคลน ควบคู่ไปกับการคุมเข้มด้านเกณฑ์ทักษะภาษาฝรั่งเศสอย่างเข้มงวด เพื่อให้เกิดการกลมกลืนทางวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความคิดเห็น สคต.

           ชัยชนะของพรรค PQ ในการเลือกตั้งรัฐควิเบก แม้จะจุดชนวนกระแสการแยกตัวเป็นเอกราชครั้งใหม่ ทว่าด้วยสถานะการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ครองเสียงเพียง 59 จาก 127 ที่นั่ง ประกอบกับคะแนนสนับสนุนการแยกประเทศในหมู่ประชาชนยังคงทรงตัวในระดับต่ำที่ราวร้อยละ 30 ทำให้เป้าหมายการลงประชามติเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือนโยบายเศรษฐกิจและแรงงานแนวทางชาตินิยมสุดโต่งของควิเบก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องและสร้างความท้าทายในระบบการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงส่งผลกระทบทางอ้อมต่อประเทศไทยในหลายมิติ การขับเคลื่อนนโยบายสนับสนุนสินค้าและบริการภายในท้องถิ่นอย่างเข้มงวดภายใต้แนวทาง Buy Local / Buy Quebec ควบคู่ไปกับการมุ่งปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ภาคการเกษตร ป่าไม้ และไม้แปรรูป เหล็ก อลูมิเนียม เพื่อรับมือสงครามการค้ากับสหรัฐฯ อาจกลายเป็นกำแพงภาษีและการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มความยากลำบากต่อสินค้าส่งออกสำคัญของไทย อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมกลับ ความตึงเครียดทางข้อตกลงการค้าและการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ระหว่างควิเบกและสหรัฐฯ อาจกลายเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปต่อยอดและเสนอตัวเป็นพันธมิตรทางการค้าทางเลือกใหม่ในส่วนที่ตลาดเกิดภาวะชะงักงัน ในการจัดระบบห่วงโซ่อุปทานและโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ให้กับไทย 

ข่าวเด่นรายสัปดาห์ 2-6 พย 2569 สคต โทรอนโต.pdf
Share :
Instagram