
ผู้ผลิตแตงกวาดองของออสเตรียกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันของสินค้านำเข้า โดยเฉพาะจากอินเดียซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ส่งผลให้ผู้ผลิตภายในประเทศเรียกร้องให้มีการระบุแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบบนฉลากสินค้าอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมีข้อมูล
ผลการสำรวจผลิตภัณฑ์แตงกวาดองจำนวน 98 รายการที่วางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตของออสเตรีย พบว่า มีเพียงร้อยละ 12 ที่ระบุชัดเจนว่าใช้แตงกวาที่ปลูกในออสเตรีย ขณะที่มากกว่าครึ่งไม่มีการระบุประเทศต้นกำเนิดของวัตถุดิบ สำหรับสินค้าภายใต้แบรนด์ของห้างค้าปลีก (Private Label) มีเพียง 5 จาก 40 รายการที่ใช้แตงกวาจากออสเตรีย โดยที่เหลือใช้วัตถุดิบนำเข้าจากอินเดีย ตุรกี โปแลนด์ และเยอรมนี สะท้อนแนวโน้มที่ผู้ค้าปลีกหันมาใช้แหล่งจัดหาวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำกว่าเพื่อลดต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้า
ผู้ประกอบการระบุว่า ผู้ผลิตออสเตรียต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่า ทั้งจากค่าแรง มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดด้านคุณภาพ ส่งผลให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าได้ จึงเรียกร้องให้ภาครัฐและผู้ค้าปลีกสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวเห็นได้ชัดในรัฐอัปเปอร์ออสเตรีย ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกหลักของประเทศและมีสัดส่วนผลผลิตประมาณร้อยละ 90 ของผลผลิตทั้งหมด โดยจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกลดลงจากประมาณ 400 รายในอดีต (1990) เหลือเพียง 12 รายในปัจจุบัน สะท้อนถึงการหดตัวของภาคการผลิตภายในประเทศ ทั้งที่การเพาะปลูกแตงกวาดองเป็นพืชที่ใช้แรงงานจำนวนมากและมีความสำคัญต่อการจ้างงานในภูมิภาค โดยสร้างการจ้างงานโดยตรงกว่า 1,000 ตำแหน่ง และสนับสนุนการจ้างงานในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกประมาณ 1,500 ตำแหน่ง
ผู้แทนเกษตรกรระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ผลิตภายในประเทศต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และสิ่งแวดล้อมของออสเตรียและสหภาพยุโรป ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนดังกล่าวยังไม่สามารถสะท้อนผ่านราคาจำหน่ายได้ เนื่องจากผู้ค้าปลีกยังคงให้ความสำคัญกับการแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นภาระต่อผู้ผลิต และดำเนินมาตรการสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมและรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานอาหารภายในประเทศ
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสำนักงานฯ
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของออสเตรียกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ขณะเดียวกันภาครัฐและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิต ความยั่งยืน และการสนับสนุนสินค้าในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดออสเตรียและสหภาพยุโรปไม่สามารถแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องสร้างความแตกต่างผ่านคุณภาพสินค้า มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการดำเนินธุรกิจตามหลักความยั่งยืน
สำหรับผู้ส่งออกไทย แม้จะต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำ แต่ยังมีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มสินค้าอาหารคุณภาพสูงและสินค้าแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยควรมุ่งสร้างความแตกต่างของสินค้าผ่านมาตรฐานการผลิตและการรับรองคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมทั้งสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดวัตถุดิบและกระบวนการผลิตอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการด้านกฎระเบียบของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับการแสดงแหล่งกำเนิดสินค้า มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดด้านความยั่งยืน เพื่อเตรียมความพร้อมและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรปในระยะยาว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา
สิงหาคม 2569
แหล่งอ้างอิง:
https://www.heute.at/s/gurkerl-zoff-im-supermarkt-kaum-mehr-heimische-ware-120229848
https://ooe.lko.at/mehr-indien-als-%C3%B6sterreich-im-gurkenregal%2B2400%2B4444592
เครดิตภาพ: www.heute.at