
การส่งออกด้ายคอตตอนของอินเดียพุ่งทะยาน หลังสงครามตะวันออกกลางหนุนความต้องการจากจีน อุตสาหกรรมด้ายคอตตอนอินเดียได้รับอานิสงส์จากความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานโลก
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขนส่งวัตถุดิบสิ่งทอและเส้นใยสังเคราะห์จากประเทศผู้ส่งออกหลักไปยังจีน ส่งผลให้ผู้ประกอบการจีนหันมาเพิ่มการนำเข้าด้ายคอตตอนจากอินเดียอย่างมีนัยสำคัญ
จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการส่งออกด้ายคอตตอนของอินเดียให้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ปัจจุบัน อินเดียเป็นผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากจีน ขณะที่จีนยังคงต้องพึ่งพา
การนำเข้าฝ้ายดิบประมาณร้อยละ 15 ของความต้องการภายในประเทศ และนำเข้าด้ายประมาณร้อยละ 20 เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มขนาดใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้ เมื่อสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้เส้นทางการค้าระหว่างประเทศเกิดความล่าช้า รวมถึงการส่งออกฝ้ายจากประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐอเมริกาและบราซิลประสบปัญหาด้านการขนส่ง จีนจึงหันมาเพิ่มการนำเข้าด้ายคอตตอนจากอินเดีย
ซึ่งมีความได้เปรียบทั้งในด้านระยะทางและต้นทุน
ทั้งนี้ อีกปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการส่งออกของอินเดีย คือ ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงประมาณร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับเงินหยวนของจีนในปีนี้ ส่งผลให้สินค้าด้ายคอตตอนจากอินเดียมีราคาที่แข่งขันได้มากขึ้นในสายตาผู้นำเข้าจีน
คำสั่งซื้อจากจีนพุ่ง โรงงานอินเดียเดินเครื่องเต็มกำลัง
ผู้ประกอบการโรงปั่นด้ายหลายแห่งในรัฐคุชราต ซึ่งเป็นแหล่งผลิตฝ้ายสำคัญของอินเดีย รายงานว่าคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก และมีการใช้กำลังการผลิตของโรงงานอย่างเต็มศักยภาพ
นาย Ripple Patel กรรมการผู้จัดการของบริษัท Fiotex Cotspin ในรัฐคุชราต เปิดเผยว่า คำสั่งซื้อส่งออกของบริษัทเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 40 ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และปัจจุบันโรงงานเดินเครื่องผลิตเต็มกำลังการผลิตที่ร้อยละ 100 จากเดิมร้อยละ 90 โดยคำสั่งซื้อส่วนใหญ่ได้ถูกจองล่วงหน้าจนถึงเดือนมิถุนายนแล้ว สะท้อนถึงความต้องการด้ายคอตตอนจากจีนที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากคณะกรรมการสิ่งทอแห่งหอการค้าและอุตสาหกรรมรัฐคุชราต ระบุว่า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการส่งออกด้ายคอตตอนจากอินเดียไปยังจีนประมาณ 1,500 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือน หรือคิดเป็นปริมาณราว 30,000 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยเดิมที่ประมาณ 300 ตู้ต่อเดือน
นอกจากนี้ ผลกระทบของสงครามต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ยังทำให้ผู้ผลิต
สิ่งทอจำนวนมากหันกลับมาใช้เส้นใยธรรมชาติอย่างฝ้ายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการด้ายคอตตอนในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอีกระดับ ขณะเดียวกัน โรงปั่นด้ายของอินเดียได้รับผลกระทบด้านพลังงานน้อยกว่าอุตสาหกรรมประเภทอื่น เนื่องจากหลายแห่งใช้ไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายหลักหรือพลังงานแสงอาทิตย์
จึงสามารถรักษาระดับการผลิตได้ต่อเนื่อง แม้ภาคอุตสาหกรรมอื่นจะเผชิญปัญหาขาดแคลนก๊าซเชิงพาณิชย์และต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น
รัฐคุชราตได้เปรียบรัฐอื่น ๆ ในการส่งออกด้ายคอตตอน
อย่างไรก็ดี ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวกระจุกตัวอยู่ในรัฐคุชราตเป็นหลัก เนื่องจากมี
ความได้เปรียบด้านที่ตั้งใกล้แหล่งปลูกฝ้ายและท่าเรือส่งออก ขณะที่รัฐทมิฬนาฑู ซึ่งเป็นฐานการผลิตสิ่งทอสำคัญอีกแห่งของอินเดีย กลับเผชิญต้นทุนด้านการขนส่งที่สูงกว่า เพราะต้องนำเข้าฝ้ายดิบจากพื้นที่ทางภาคตะวันตกและภาคกลางของประเทศ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกด้อยกว่ารัฐคุชราต
ข้อคิดเห็นของ สคต. ณ กรุงนิวเดลี
1. หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ และห่วงโซ่อุปทานโลกยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ คาดว่าการส่งออกด้ายคอตตอนของอินเดียจะยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะสั้นถึง
ระยะกลาง โดยเฉพาะจากความต้องการนำเข้าของจีนที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับความได้เปรียบของอินเดียด้านวัตถุดิบ กำลังการผลิต และต้นทุนด้านอัตราแลกเปลี่ยน
2. ผู้ประกอบการไทยที่ใช้ด้ายคอตตอนเป็นวัตถุดิบ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้าแฟชั่น ถุงเท้า ผ้าภายในบ้าน และผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย อาจพิจารณาอินเดียเป็นแหล่งจัดหาวัตถุดิบในช่วงนี้ เนื่องจากอินเดียมีศักยภาพด้านกำลังการผลิตสูง และสามารถส่งมอบสินค้าได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกในปัจจุบัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง