fb
ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบต่อเศรษฐกิจมาเลเซีย

ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบต่อเศรษฐกิจมาเลเซีย

โดย
Muhammadfari
ลงเมื่อ 31 มีนาคม 2569 13:30
สคต. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย) (TTC, Kuala Lumpur (Malaysia))
18

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Oil) ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 119.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25 ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งวัน และถือเป็นระดับราคาสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี 6 เดือน ภายหลังจากที่ราคาทะลุเกณฑ์ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตั้งแต่เปิดตลาดเมื่อวันที่ มีนาคม 2569 จากสภาวะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพการผลิตและการขนส่งพลังงาน

ดร. โมฮาหมัด อิดฮัม มัด ราซัก จาก MARA University of Technology วิเคราะห์ว่า ราคาพลังงานในตลาดโลกที่สูงขึ้น จะช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกและทำให้ดุลการค้าของมาเลเซียเพิ่มขึ้น จนมีงบประมาณเพียงพอสำหรับใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี แม้ว่ามาเลเซียจะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งภายในประเทศ จะส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่พึ่งพาเชื้อเพลิงและโลจิสติกส์ และจะส่งผลกระทบต่อภาระต้นทุนภาคครัวเรือนและธุรกิจทั้งระบบ ซึ่ง ดร. อิดฮัมฯ เห็นว่า นโยบายการให้เงินอุดหนุนแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Subsidies) และการรักษาเสถียรภาพราคา (Price Stabilisation Mechanisms) จากภาครัฐจะช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวได้

 

 

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร. ไอมี่ ซุลฮัซมี อับดุล ราชิด จาก University Kuala Lumpur Business School ระบุว่า รัฐบาลมาเลเซียจะสามารถคงราคาน้ำมันเบนซิน RON95 ในระดับอุดหนุนได้อีกประมาณ เดือน หากราคาน้ำมันดิบยังอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันโลกยังคง
สูงเกินระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลมาเลเซียอาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับนโยบายและโครงสร้างการอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซิน RON95 โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ

สำหรับสถานการณ์ในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย ดัชนีกลุ่มพลังงาน (Bursa Malaysia Energy Index) พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปีที่ 817.29 จุด นำโดยหุ้นกลุ่มขุดเจาะและโรงกลั่น เช่น Hibiscus Petroleum Bhd. เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.59 และ Hengyuan Refining Company Bhd. เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.43 ขณะที่ Petra Energy Bhd. เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.54 และ Perdana Petroleum Bhd เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.12 ส่วนหุ้นพลังงาน
ที่ปรับตัวขึ้นต่ำกว่าร้อยละ เช่น Malaysia Marine and Heavy Engineering Holdings Bhd, Dayang Enterprise Holdings Bhd, Petron Malaysia Refining & Marketing Bhd, Deleum Bhd, Alam Maritim Resources Bhd และ T7 Global Bhd ซึ่งทิศทางที่ปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานสวนทางกับภาพรวมตลาด โดยดัชนี FTSE Bursa Malaysia KLCI ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 1,700 จุด ปิดที่ 1,674.17 จุด ลดลงร้อยละ 2.56 เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ Public Investment Bank Bhd คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์
มีแนวโน้มที่จะทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลต่อเนื่องอีกอย่างน้อย เดือน หากความขัดแย้ง
ในตะวันออกกลางยังทวีความรุนแรง ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องรักษาสมดุลและบริหารจัดการกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคครัวเรือนและธุรกิจอย่างใกล้ชิด

บทวิเคราะห์ผลกระทบ

  1. ด้านการคลังและรายได้ภาครัฐ

          แม้มาเลเซียในฐานะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้รายได้จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและเงินปันผลจาก Petronas ปรับตัวสูงขึ้นตาม แต่ในทางกลับกัน รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังคงทรงตัวเหนือระดับ 100–120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง รายได้ส่วนเกินที่ควรใช้เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาประเทศ อาจต้องถูกนำมาใช้เพื่อพยุงราคาขายปลีกภายในประเทศแทน ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อแผนการรักษาวินัยการคลัง (Fiscal Consolidation) ในระยะยาว

  1. ด้านค่าครองชีพและเงินเฟ้อ

          อัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะ
ในภาคโลจิสติกส์และการขนส่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้า ผลกระทบนี้อาจขยายวงกว้างไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป เนื่องจากมาเลเซียต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหาร มูลค่ารวมสูงถึง หมื่นล้านริงกิตต่อปี ดังนั้น เมื่อต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศสูงขึ้น ราคาสินค้าย่อมปรับตัวเพิ่มตาม ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนจะลดลง และอาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร 
หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ยังคงยืดเยื้อต่อไป

 

  1. ด้านการลงทุนและตลาดทุน 

          แม้หุ้นกลุ่มพลังงานจะได้รับผลบวกในระยะสั้นจากกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่ความเชื่อมั่นในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ จะถดถอยลงจากความกังวลด้านต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ตลาดทุนยังเผชิญความเสี่ยง 
หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงจนส่งผลให้ธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia) ต้องตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OPR) เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นและชะลอการตัดสินใจลงทุนจากต่างชาติ

ความเห็น สคต.

สคต. กัวลาลัมเปอร์ เห็นว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบโดยตรง
ต่อต้นทุนการค้าข้ามพรมแดนระหว่างไทยและมาเลเซีย โดยเฉพาะค่าขนส่งโลจิสติกส์ทางบกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ผู้ประกอบการไทยจึงควรเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการต้นทุน 
และพิจารณาปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
ในตลาดมาเลเซีย

ในขณะเดียวกัน ภาวะที่ราคานำเข้าอาหารในมาเลเซียปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับสินค้าไทยในกลุ่มอาหารที่เน้นความคุ้มค่า (Value for Money) ซึ่งไทยมีจุดแข็งทั้งด้านคุณภาพและความสามารถ
ในการควบคุมราคาให้แข่งขันได้ สินค้ากลุ่มนี้จะตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวมาเลเซียที่มองหาสินค้าคุณภาพดี
ในราคาเข้าถึงได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรติดตามนโยบายการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงของรัฐบาลมาเลเซียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากมีการปรับลดวงเงินอุดหนุน จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อ
ค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่การชะลอตัวของกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็น/ฟุ่มเฟือยในช่วงกลางปี 2569 ผู้ส่งออกจึงควรพิจารณาปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับพฤติกรรมการใช้จ่ายที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

Share :
Instagram