
เนื้อข่าว
ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ในการเร่งปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรม รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดให้ภาคการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (fisheries and aquaculture) เป็นภาคส่วนเป้าหมายในการขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสู่ระบบที่มีประสิทธิภาพเชิงทรัพยากรและมีคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) โดยเฉพาะในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่และปริมาณผลผลิตคิดเป็นร้อยละ 70–74 ของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งหมด อย่างไรก็ดี การขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การพัฒนารูปแบบการผลิตที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของฐานทรัพยากรการผลิต กลายเป็นวาระเชิงนโยบายที่รัฐต้องเร่งผลักดันอย่างเป็นระบบ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนระบุว่า ภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเวียดนามจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากรูปแบบการผลิตที่พึ่งพาการใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้น ไปสู่ระบบการผลิตแบบหมุนเวียนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และห่วงโซ่มูลค่าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยคาร์บอน โดยครอบคลุมตั้งแต่ระบบการเพาะเลี้ยงแบบหมุนเวียน การใช้พลังงานสะอาด การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนาม (Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers: VASEP) ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวได้กลายเป็นทิศทางหลักของอุตสาหกรรม เนื่องจากผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้นของประเทศคู่ค้าและตลาดนำเข้า รวมถึงข้อกำหนดระหว่างประเทศด้านการค้า การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการป้องกันโรค (trade, environmental protection and disease prevention)
ในเชิงปฏิบัติ ภาคการผลิต แปรรูป และส่งออกสัตว์น้ำในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงได้ทยอยปรับใช้รูปแบบการผลิตที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า กระบวนการผลิตที่สะอาด และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการรับรองสากลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แนวปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่ ระบบการเพาะเลี้ยงกุ้งแบบบูรณาการกับระบบนิเวศป่าชายเลน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามหลักการจัดการเชิงนิเวศโดยไม่พึ่งพาสารเคมีและยาปฏิชีวนะ และระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดำเนินการภายใต้หลักการไม่ปล่อยน้ำเสียออกนอกพื้นที่ผลิต ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพสินค้า และความสามารถในการเข้าถึงตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนต่างชาติและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างดังกล่าว เช่น บริษัท De Heus จากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหมุนเวียน (Recirculating Aquaculture System: RAS) ควบคู่กับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชนิดในระบบเดียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร (Integrated Multi-Trophic Aquaculture: IMTA) ในจังหวัดก่าเมา (Ca Mau Province) โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่จาก 100 เฮกตาร์เป็น 1,500 เฮกตาร์ โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับพันธกรณีของเวียดนามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุเป้าหมายการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 (Net Zero 2050) พร้อมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับการปฏิบัติตามมาตรฐานการส่งออกของเกษตรกร
ในขณะเดียวกัน เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากได้เริ่มเข้าร่วมในโครงการนำร่องด้านการปรับรูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสู่ระบบการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติจากหน่วยงานภาครัฐในระดับพื้นที่ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน ตัวอย่างที่สะท้อนผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ได้แก่ ครอบครัวของนาง Dang Thi Loan ในตำบลวิงห์เฮา (Vinh Hau commune) จังหวัดก่าเมา ซึ่งได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำภายใต้การจัดการน้ำแบบหมุนเวียน ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลน ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN) และมูลนิธิโคคา-โคลา (The Coca-Cola Foundation) ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในระยะเริ่มต้นชี้ให้เห็นว่า การผสานองค์ความรู้ด้านเทคนิคการผลิตเข้ากับมาตรการฟื้นฟูระบบนิเวศสามารถยกระดับคุณภาพผลผลิตและอัตราการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน พื้นที่ป่าชายเลนยังมีบทบาทเป็นกลไกคุ้มกันตามธรรมชาติ ช่วยลดความเปราะบางและความสูญเสียจากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและปัจจัยภายนอก
ในระดับนโยบาย การขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเวียดนามสู่รูปแบบการเติบโตที่คำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว โดยผสานการยกระดับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน แนวทางดังกล่าวมุ่งคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบอาชีพในภาคประมง และเพิ่มมูลค่า รวมถึงภาพลักษณ์ของสินค้าอาหารทะเลเวียดนามในตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับมติของกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม สมัยที่ 11 และ 12 ว่าด้วยการปรับตัวเชิงรุกต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเสริมสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมถึงแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ปี 2564–2573 โดยมีวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 และมติของรัฐบาลที่ 46/NQ-CP ว่าด้วยการเร่งรัดการอุตสาหกรรมการเกษตร และการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารของชาติ
ทั้งนี้ นาย Pham Trong Thinh ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เห็นว่า เวียดนามมีความจำเป็นต้องเร่งยกระดับความสามารถในการรองรับและปรับตัวต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ผ่านการเสริมสร้างกรอบนโยบายและกลไกสถาบัน การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ การขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการระดมแหล่งเงินทุนและการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศควบคู่กันไป พร้อมกันนี้ ควรผลักดันการขยายผลรูปแบบการผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืนของระบบนิเวศและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบการเพาะเลี้ยงกุ้งแบบบูรณาการกับระบบนิเวศป่าชายเลน การฟื้นฟูและยกระดับประสิทธิภาพพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการเสริมสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตกับภาคการบริโภค เพื่อสนับสนุนการพัฒนาภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงให้มีเสถียรภาพและศักยภาพรองรับการเติบโตในระยะยาว
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 20 ธันวาคม 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การกำหนดให้ภาคประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นภาคส่วนหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง สะท้อนถึงวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของเวียดนามในการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการผลิตสัตว์น้ำที่สำคัญที่สุดของประเทศ ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การเพาะเลี้ยง การแปรรูป และการส่งออก การยกระดับภาคประมงจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงมิติการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หากยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และความมั่นคงด้านรายได้และการจ้างงานของชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง
ในมิติการค้า ภาคประมงเวียดนามมีบทบาทโดดเด่นในระบบการค้าโลก โดยมีการส่งออกสินค้าไปยังกว่า 170 ประเทศ และมีมูลค่าการส่งออกในปี 2567 ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ กุ้ง ปลาสวาย และปลาทูน่า อย่างไรก็ดี ความสำเร็จดังกล่าวกำลังเผชิญแรงกดดันที่ทวีความเข้มข้น โดยเฉพาะจากตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งแม้จะยังคงเป็นตลาดสำคัญ แต่มีการยกระดับมาตรการด้านกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนการแจ้งเตือนด้านมาตรฐานสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) ที่ยังไม่สามารถปลดบัตรเหลืองได้ ตลอดจนข้อกังวลด้านความยั่งยืนและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า หากภาคประมงเวียดนามไม่เร่งปรับตัวสู่มาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาจกระทบต่อความสามารถในการรักษาส่วนแบ่งตลาดและความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
ภายใต้บริบทดังกล่าว การเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงมิใช่เพียงทางเลือกเชิงนโยบาย หากแต่เป็นความจำเป็นเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนาม (Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers: VASEP) ระบุว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากได้เร่งปรับระบบการเพาะเลี้ยงและการแปรรูปให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้นำเข้า และรักษาความต่อเนื่องในการเข้าถึงตลาดหลักในระยะยาว
ในเชิงพื้นที่ เขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงสะท้อนความคืบหน้าเชิงรูปธรรมของการดำเนินนโยบายดังกล่าว โดยจังหวัดซ็อกจัง (Soc Trang Province) เป็นพื้นที่นำร่องสำคัญที่มีฟาร์มกุ้งกว่า 1,100 เฮกตาร์ได้รับการรับรองมาตรฐาน VietGAP, ASC, GlobalGAP และ BAP ขณะที่การเพาะเลี้ยงกุ้งเทคโนโลยีขั้นสูงสามารถให้ผลผลิตสูงถึง 35 ตันต่อเฮกตาร์ ด้านจังหวัดก่าเมา (Cau Mau Province) ได้ขับเคลื่อนระบบการเพาะเลี้ยงกุ้งแบบบูรณาการกับระบบนิเวศป่าชายเลนบนพื้นที่กว่า 19,000 เฮกตาร์ ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น Naturland, EU Organic และ Selva Shrimp ส่วนจังหวัดเกียนยาง (Kien Giang Province) ได้อนุมัติโครงการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนบนพื้นที่ 5,500 เฮกตาร์ ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 620,000 ล้านเวียดนามด่ง สะท้อนบทบาทเชิงรุกของรัฐบาลท้องถิ่นในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของภาคการผลิต
ในภาพรวมเชิงนโยบายระดับชาติ ภาคประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำถูกกำหนดให้เป็น ภาคส่วนหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบเกษตรกรรมที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงซึ่งมีสัดส่วนการผลิตปลาสวายสูงถึงร้อยละ 95 การผลิตกุ้งร้อยละ 70 และสร้างมูลค่ากว่าร้อยละ 60 ของการส่งออกอาหารทะเลทั้งประเทศ อย่างไรก็ดี พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความเปราะบางสูงจากความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ ภัยแล้ง การกัดเซาะชายฝั่ง การทรุดตัวของแผ่นดิน การขาดแคลนน้ำจืด และผลกระทบสะสมจากรูปแบบการผลิตที่ขาดความสมดุลด้านการใช้ทรัพยากรและการจัดการสิ่งแวดล้อมในช่วงที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้ การผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีภาคประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นกลไกหลัก จึงถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญต่ออนาคตของเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดแรงกดดันต่อระบบนิเวศและเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ แต่ยังเอื้อต่อการยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าอาหารทะเล เสริมสร้างความเชื่อมั่นของตลาดโลก และวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคให้เติบโตอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การที่เวียดนามเร่งปรับโครงสร้างภาคประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไปสู่รูปแบบการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำ ส่งผลให้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงซึ่งเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของประเทศ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดแรงกดดันโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและผู้ที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ อาหารสัตว์น้ำ เทคโนโลยีการผลิต หรือการให้บริการแปรรูปในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล ทั้งนี้ หากไม่สามารถปรับระบบการผลิตและการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ของตลาดและประเทศคู่ค้า
อาจเผชิญความเสี่ยงด้านการเข้าถึงตลาด การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบและการลดทอนความสามารถในการแข่งขัน
ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์จากการมุ่งแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การยกระดับบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของเวียดนามและมาตรฐานสากล โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ระบบบริหารจัดการน้ำและของเสีย การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการให้บริการด้านมาตรฐาน การรับรอง และการตรวจสอบย้อนกลับ สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนหรือมีฐานการผลิตในเวียดนาม ควรใช้ประโยชน์จากกรอบนโยบายภาครัฐ และแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดบทบาททางธุรกิจให้สอดคล้องกับทิศทางการสนับสนุนของรัฐบาลเวียดนาม ลดความเสี่ยงเชิงนโยบาย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าและหน่วยงานกำกับและบังคับใช้กฎหมาย
ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของภาคประมงเวียดนามยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งในรูปแบบการลงทุนร่วม การจัดหาเทคโนโลยี อาหารสัตว์น้ำ วัสดุอุปกรณ์ และบริการสนับสนุนที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดระหว่างไทย–เวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวเชิงรุกและบูรณาการยุทธศาสตร์ธุรกิจให้สอดรับกับทิศทางนโยบายของเวียดนามได้อย่างเหมาะสม จะไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเท่านั้น แต่ยังเอื้อต่อการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน