
นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศนโยบายการค้ารูปแบบใหม่โดยเน้นการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ภายใต้กรอบนโยบาย “ภาษีต่างตอบแทน” (Reciprocal Tariffs) รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ใช้กลยุทธ์การประกาศเก็บภาษีนำเข้าที่สูง สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกเพื่อบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ เห็นว่าเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนและแนวทางที่ผันผวนกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อกระบวนการเจรจา โดยเฉพาะในการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น
ความล่าช้าของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ - ญี่ปุ่น
สหรัฐฯ และญี่ปุ่นได้เข้าสู่กระบวนการเจรจาการค้าอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุข้อตกลงก่อนเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นกำหนดสิ้นสุดระยะเวลาการระงับการเก็บภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ทั้งนี้
ก่อนถูกระงับ อัตราภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ที่จะใช้กับญี่ปุ่นถูกกำหนดไว้ที่ 24% ซึ่งสูงกว่าอัตราภาษีเดิมที่เรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5% นอกจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้ลดอัตราภาษีต่างตอบแทนแล้ว ญี่ปุ่นยังยืนยันอีกว่าสหรัฐฯ ต้องลดภาษีเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม โดยอ้างอิงจากกรณีที่สหราชอาณาจักรได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะกลุ่มนี้ อย่างไรก็ดี การเจรจาเผชิญอุปสรรคจากจุดยืนที่ไม่ลงรอยกันของทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นภาษีรถยนต์และภาษีเหล็กที่สหรัฐฯ ต้องการคงไว้ ขณะที่ญี่ปุ่นยืนยันจะไม่ลงนามในข้อตกลงใดๆ หากไม่มีการยกเลิกภาษีดังกล่าว

สหรัฐฯ ตอบโต้ญี่ปุ่นโดยเสนอแนวทางที่เรียกว่า “การจำกัดการส่งออกโดยสมัครใจ” (a voluntary export restriction) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นมายังสหรัฐฯ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นยืนกรานที่จะปกป้องผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศอยู่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งวุฒิสภา ซึ่งประเด็นภาษีมีผลต่อความนิยมของรัฐบาลผสมที่นำโดยนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ
ความซับซ้อนของการเจรจายิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ใช้สื่อสังคมออนไลน์และสื่อโทรทัศน์ในการแสดงท่าทีที่ไม่เป็นทางการ เช่น การโพสต์ข้อความว่า “เราจะส่งแค่จดหมายไปให้พวกเขา” หรือ “คุณจะต้องจ่ายภาษี 25% สำหรับรถยนต์ของคุณ เข้าใจไหม?” ซึ่งแสดงถึงแนวทางการเจรจาแบบแข็งกร้าวโดยไม่ให้ความสำคัญกับกระบวนการทางการทูต
อุปสรรคหลายด้านของการเจรจา
การใช้มาตรการขึ้นภาษีในลักษณะไม่แจ้งล่วงหน้า เช่น การประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กทั่วโลกจาก 25% เป็น 50% เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าสำคัญมีความลังเลในการเจรจาและสับสนว่าเป้าหมายเชิงนโยบายของสหรัฐฯ คืออะไรกันแน่
สำหรับสหรัฐฯ และแคนาดาก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แม้แคนาดาจะยอมถอยจากการเก็บภาษีบริการดิจิทัลภายหลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศยุติการเจรจา แต่ทั้ง 2 ประเทศยังมีประเด็นที่ต้องหารือร่วมกันอีกมาก โดยเฉพาะความเห็นต่างเรื่องภาษีบริการดิจิทัลและภาษีสินค้าเกษตรของแคนาดา
ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ดูเหมือนจะมีความคืบหน้าในการเจรจากับสหภาพยุโรป แต่ประเด็นทางการเมืองภายในยุโรปอาจเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายของสหรัฐฯ หลังจากที่หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานเกี่ยวกับร่างข้อตกลงว่าด้วยการค้าตอบโต้ ที่มีการเสนอให้สหภาพยุโรปยอมถอยในหลายประเด็นทางนโยบาย ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ออกมาคัดค้าน โดยกล่าวว่าบางหัวข้อที่เป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปนั้นไม่สามารถต่อรองได้โดยเด็ดขาด
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ มีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน โดยต้องการให้ประเทศเหล่านี้ยุติการเป็นช่องทางส่งออกสินค้าจากจีนมายังสหรัฐฯ และป้องกันไม่ให้บริษัทจีนย้ายฐานการผลิตมายังประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และให้ประเทศต่างๆ กำหนดภาษีและมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดต่อสินค้าจีน แต่หลายประเทศในภูมิภาคปฏิเสธที่จะเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ทำให้โอกาสบรรลุข้อตกลงในเรื่องนี้ยังริบหรี่ เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจของเอเชียรายหนึ่งระบุว่า ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ นั้นยากจะปฏิบัติตาม เพราะเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผูกพันทั้งกับสหรัฐฯ และจีนอย่างแน่นแฟ้น
ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ และภาพลักษณ์ในระดับโลก
นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากแสดงความกังวลว่าการเจรจาแบบส่งจดหมายขู่เก็บภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์อาจส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นในระยะยาวของสหรัฐฯ ทั้งในเชิงการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นักวิเคราะห์จากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ระบุว่าหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนแนวทาง โดยหันไปหาคู่ค้าที่ “มีเสถียรภาพ” และ “ไว้วางใจได้มากกว่า” เช่น จีน ซึ่งเน้นภาพลักษณ์แห่งความแน่นอนและยึดหลักกติกาสากล ตรงข้ามกับสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มใช้อารมณ์และวิธีการกดดันแบบฝ่ายเดียว ขณะเดียวกัน ประเทศคู่ค้ารายย่อยที่ไม่มีอำนาจต่อรองสูง เช่น เลโซโท หรือประเทศในแอฟริกาใต้สะฮารา ต่างได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าโดยไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ
นโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะตั้งเป้าเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับแรงงานและอุตสาหกรรมสหรัฐฯ แต่การดำเนินการที่ขาดความแน่นอนและขาดการประสานงานอย่างเป็นระบบกลับลดความเชื่อมั่นในระดับเวทีโลกลง และทำให้การเจรจาข้อตกลงการค้าต่างๆ มีความล่าช้า หรือไม่สามารถบรรลุผลได้ตามเป้า กรณีของญี่ปุ่นเป็นภาพสะท้อนของความตึงเครียดทางการค้าที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ แต่ลุกลามไปสู่มิติของการเมืองภายในประเทศคู่ค้า ความท้าทายนี้แสดงให้เห็นว่าการเจรจาการค้าในโลกยุคปัจจุบันต้องอาศัยทั้งยุทธศาสตร์ การทูต และความร่วมมือในระยะยาว มากกว่าการใช้อำนาจฝ่ายเดียวในการกำหนดเงื่อนไขของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
ข้อมูลอ้างอิง Wall Street Journal, Time Magazine