fb
รายงานแนวโน้มตลาดสินค้าเครื่องประดับเงินในประเทศไอซ์แลนด์

รายงานแนวโน้มตลาดสินค้าเครื่องประดับเงินในประเทศไอซ์แลนด์

โดย
Kaewkarn
ลงเมื่อ 09 มกราคม 2569 17:02
สคต. ณ กรุงโคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) (TTC, Copenhagen (Denmark))
59

1.    พฤติกรรมผู้บริโภค
•    ตลาดขนาดเล็ก แต่กำลังซื้อเฉลี่ยสูง และเปิดรับสินค้านำเข้า ไอซ์แลนด์มีประชากรเพียงประมาณราว 393,160 คน ทำให้เป็นตลาดภายในประเทศขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม รายได้ต่อหัวค่อนข้างสูง ครัวเรือนส่วนใหญ่มักมีรายได้สองทาง และประเทศพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศเป็นหลัก ผู้บริโภคจึงคุ้นเคยกับสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพ มีเรื่องราว และแตกต่างจากตลาดแมส เครื่องประดับเงินซึ่งไม่ใช่สินค้าเกษตรหรืออาหาร จึงไม่มีอุปสรรคด้านภาษีเหมือนสินค้าเกษตร แต่ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสินค้าและความปลอดภัยตามกรอบ EEA
•    การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อพฤติกรรมการซื้อ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่โดดเด่นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาทำให้มีจำนวนผู้บริโภคที่มาจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณกว่า 2 ล้านคนต่อปี (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด) เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของสินค้าเครื่องประดับเงิน โดยเฉพาะสินค้าที่มีลักษณะเป็นของที่ระลึก (souvenir) งานดีไซน์เฉพาะถิ่น งานแฮนด์เมด หรือสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ธรรมชาติ วัฒนธรรม และความยั่งยืน ซึ่งนักท่องเที่ยวยินดีจ่ายในราคาสูงกว่าสินค้าแมส
•    ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน” และคุณภาพมากกว่าราคา กระแส circular economy ในไอซ์แลนด์เติบโตอย่างชัดเจน ร้านค้าสินค้ามือสองและแพลตฟอร์มรีเซลได้รับความนิยมสูง และมีการ “ปฏิเสธ” สินค้า fast fashion อย่างเปิดเผย ผู้บริโภคตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สารเคมี และจริยธรรมการผลิต พฤติกรรมนี้สะท้อนว่า ผู้บริโภคไอซ์แลนด์ให้คุณค่ากับสินค้าอายุการใช้งานยาว วัสดุคุณภาพ และสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เครื่องประดับเงินซึ่งมีความทนทาน รีไซเคิลได้ และไม่ล้าสมัยง่าย จึงสอดคล้องกับแนวคิดนี้
•    ความชื่นชอบงานดีไซน์เฉพาะตัว งานคราฟต์ และสินค้ามีเรื่องราว จากพฤติกรรมที่นิยมสินค้าในตลาดมือสอง พบว่าสินค้าที่เป็น “งานดีไซน์ไอซ์แลนด์” หรือแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์จะขายได้ดี และหมุนเวียนซ้ำหลายครั้ง สะท้อนว่าผู้บริโภคให้คุณค่ากับความเป็นเอกลักษณ์มากกว่าตราสินค้าเชิงแมส สำหรับเครื่องประดับเงิน ผู้บริโภคมีแนวโน้มสนใจงานแฮนด์เมด งานดีไซน์เรียบ เท่ มินิมอล แต่มีความหมาย เช่น แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ภูเขาไฟ ทะเล หรือเรื่องราวของผู้ผลิต มากกว่าสินค้าที่เน้นความหรูหราเกินจริง
•    ความอ่อนไหวต่อราคาเพิ่มขึ้น แต่ไม่ลดมาตรฐานคุณภาพ แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัว แต่เงินเฟ้อในประเทศทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งหันไปเลือกซื้อสินค้ามือสอง หรือสินค้าคุณภาพดีในราคาที่ “สมเหตุสมผล” แทนการซื้อของใหม่ราคาสูง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะมองหาสินค้าราคาถูก แต่จะเปรียบเทียบความคุ้มค่า (value for money) เป็นหลัก เครื่องประดับเงินที่ตั้งราคาเหมาะสม สื่อสารคุณค่าและคุณภาพชัดเจน จะได้รับการยอมรับมากกว่าสินค้าราคาต่ำแต่ขาดความน่าเชื่อถือ
•    ความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ สังคมไอซ์แลนด์มีขนาดเล็ก ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและความไว้วางใจมีบทบาทสูง ผู้บริโภคมักเชื่อถือร้านค้า ตัวแทนจำหน่าย หรือแบรนด์ที่มีตัวตนชัดเจน และสื่อสารอย่างโปร่งใส ในทางปฏิบัติ ผู้ส่งออกต่างชาติ รวมถึงสินค้าเครื่องประดับเงิน มักประสบความสำเร็จมากขึ้นหากทำงานผ่านตัวแทนท้องถิ่น หรือมีการเยี่ยมตลาดจริง เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจผู้บริโภคโดยตรง
2.    สภาพการแข่งขัน
2.1 การนำเข้าจากทั่วโลก ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 การนำเข้าสินค้าเครื่องประดับเงินของไอซ์แลนด์ (รหัสศุลกากร 7106) มีมูลค่า 283,397 เหรียญสหรัฐ เติบโต 0.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ ฟินแลนด์ สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ทั้งนี้  ยังไม่มีการนำเข้าจากประเทศไทย โดยกลุ่มสินค้าเครื่องประดับเงินนำเข้าที่สำคัญของไอซ์แลนด์ ได้แก่ เครื่องประดับเงินกึ่งสำเร็จรูป  เครื่องประดับเงินที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป และเครื่องประดับเงินที่เป็นผง

2.2     สภาพแข่งขันในตลาด
•    โครงสร้างตลาด: ตลาดขนาดเล็กแต่แข่งขันด้วยคุณค่า ไม่ใช่ปริมาณ ดังที่ได้กล่าวไป ตลาดเครื่องประดับเงินในไอซ์แลนด์มีขนาดเล็กตามจำนวนประชากร แต่มีลักษณะเป็นตลาดเฉพาะ (niche market) ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความหมาย และเอกลักษณ์มากกว่าการแข่งขันด้านราคา ผู้ประกอบการจึงไม่ได้แข่งขันกันด้วยปริมาณการผลิตหรือราคาถูก แต่แข่งขันกันที่ดีไซน์ เรื่องราวของแบรนด์ และความน่าเชื่อถือ ตลาดมีผู้เล่นไม่จำนวนมาก แต่แต่ละรายมีจุดยืนชัดเจน ทำให้การแข่งขันมีความเข้มข้นในเชิง “คุณค่า” มากกว่าเชิง “ต้นทุน”
•    ผู้เล่นหลัก: งานดีไซน์ท้องถิ่นแข็งแรง ควบคู่กับแบรนด์นำเข้าแบบคัดสรร ผู้เล่นสำคัญ   ในตลาดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ นักออกแบบ และช่างฝีมือชาวไอซ์แลนด์ และแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ กลุ่มนักออกแบบท้องถิ่นมีความได้เปรียบด้าน        อัตลักษณ์ โดยใช้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ภูมิประเทศ และวัฒนธรรมแบบนอร์ดิก ซึ่งตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคในประเทศและนักท่องเที่ยว ส่วนแบรนด์นำเข้า มักเป็นแบรนด์ขนาดเล็กถึงกลางที่เน้นดีไซน์ คุณภาพ และภาพลักษณ์เชิงศิลป์ มากกว่าสินค้าเครื่องประดับเชิงแมส แบรนด์ราคาถูกหรือ fast fashion มีบทบาทจำกัดและไม่ใช่กลุ่มที่ครองตลาดหลัก
•    บทบาทของนักท่องเที่ยว: ตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางการแข่งขัน การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดเครื่องประดับเงิน นักท่องเที่ยวจำนวนมากมองหาเครื่องประดับในฐานะของที่ระลึกที่มีคุณค่าและเรื่องราว ทำให้การแข่งขันในทำเลสำคัญ เช่น ใจกลางกรุงเรคยาวิก ร้านดีไซน์ช็อป แกลเลอรี่ และร้านในสนามบิน มีความชัดเจน ผู้ประกอบการที่สามารถสื่อสารความเป็น “งานท้องถิ่นแท้” หรือ “ดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนไอซ์แลนด์” จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าสินค้าที่ไม่มีจุดแตกต่างด้านวัฒนธรรม
•    แนวโน้มผู้บริโภค: ความยั่งยืน และคุณภาพ แนวคิดด้านความยั่งยืนและ circular economy ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างการแข่งขัน ผู้บริโภคไอซ์แลนด์ให้ความสำคัญกับสินค้าอายุการใช้งานยาว วัสดุที่ปลอดภัย และจริยธรรมการผลิต เครื่องประดับเงิน ซึ่งสามารถใช้ซ้ำ เก็บรักษา และส่งต่อได้ จึงมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่าสินค้าแฟชั่นชั่วคราว       
•    ช่องทางจัดจำหน่ายและการแข่งขัน: เน้นประสบการณ์และความสัมพันธ์ การแข่งขันในตลาดไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวสินค้า แต่ขยายไปถึงช่องทางจัดจำหน่าย ร้านค้าขนาดเล็ก บูติก และแกลเลอรีที่เน้นประสบการณ์การซื้อ การเล่าเรื่อง และการบริการเฉพาะบุคคลมีบทบาทสูง ขณะเดียวกัน ช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียช่วยให้ผู้เล่นรายเล็กสามารถแข่งขันได้โดยไม่ต้องพึ่งหน้าร้านขนาดใหญ่ ในสังคมไอซ์แลนด์ซึ่งมีขนาดเล็ก ความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และชื่อเสียงของแบรนด์มีผลอย่างมากต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
3.    โอกาส และความท้าทายของสินค้าไทย ข้อควรระวัง ตลอดจนคำแนะนำการเข้าสู่ตลาด 
•    โอกาสทางการตลาด: งานฝีมือไทยที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะของไอซ์แลนด์ แม้ตลาดไอซ์แลนด์จะมีขนาดเล็ก แต่เป็นตลาดที่ผู้บริโภคให้คุณค่าสูงกับคุณภาพ งานฝีมือ และเรื่องราวของสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของเครื่องประดับเงินจากไทยอย่างชัดเจน  งานแฮนด์เมดไทยมีความประณีต ละเอียด และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม สามารถสร้างความแตกต่างจากเครื่องประดับเชิงอุตสาหกรรมได้ดี ประกอบกับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ทำให้มีความต้องการเครื่องประดับในฐานะของที่ระลึกคุณภาพสูง สินค้าเงินจากไทยที่ออกแบบให้ร่วมสมัย แต่ยังคงกลิ่นอายวัฒนธรรมและช่างฝีมือ จะมีโอกาสเข้าสู่ตลาดเฉพาะ (niche market) ได้อย่างเหมาะสม
•    ความท้าทายหลัก: ตลาดเล็ก ต้นทุนสูง และการแข่งขันเชิงอัตลักษณ์ ความท้าทายสำคัญ คือขนาดตลาดที่จำกัด ทำให้ไม่เหมาะกับการทำตลาดเชิงปริมาณหรือราคาถูก ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ การขนส่ง และการจัดการสต็อกค่อนข้างสูง เนื่องจากระยะทาง และความถี่ ของการขนส่ง นอกจากนี้ ตลาดเครื่องประดับเงินในไอซ์แลนด์มีนักออกแบบท้องถิ่นที่แข็งแรง และมีอัตลักษณ์ชัดเจน สินค้าไทยจึงไม่สามารถแข่งขันด้วยราคาหรือความเหมือน แต่ต้องแข่งขันด้วย “เรื่องราวที่แตกต่าง” และคุณค่าเชิงวัฒนธรรม หากขาดการวางตำแหน่งตลาดที่ชัดเจน อาจถูกมองเป็นสินค้า “ทั่วไป” และอาจเสียเปรียบทางการแข่งขัน
•    ข้อควรระวัง: มาตรฐาน ความยั่งยืน และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ผู้บริโภคไอซ์แลนด์ให้ความสำคัญอย่างมากกับความยั่งยืน ความโปร่งใส และจริยธรรมการผลิต สินค้าที่ไม่สามารถอธิบายแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต หรือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน จะมีความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และการยอมรับ นอกจากนี้ สินค้าต้องเป็นไปตามมาตรฐานของเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ทั้งด้านความปลอดภัย การติดฉลาก และการสื่อสารข้อมูลสินค้า การเข้าสู่ตลาดโดยไม่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น อาจทำให้การทำตลาดไม่ประสบผลสำเร็จ
•    ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์: เน้นตลาดเฉพาะ สร้างพันธมิตร และสื่อสารคุณค่าอย่างชัดเจน
การเข้าสู่ตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่ให้คุณค่ากับงานฝีมือและดีไซน์ ร่วมมือกับตัวแทนจำหน่าย ร้านบูติก หรือร้านดีไซน์ท้องถิ่นที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความไว้วางใจและเข้าถึงลูกค้าได้ตรงจุด อาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับสินค้าเครื่องประดับเงินจากไทย เช่น การให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่อง (storytelling) เกี่ยวกับช่างฝีมือ แหล่งที่มา และความยั่งยืนของสินค้า รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์และภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับรสนิยมแบบนอร์ดิก 

4.    งานแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้อง หรือกิจกรรมการตลาดที่ควรเข้าร่วม
ไอซ์แลนด์ยังไม่มีการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติในกลุ่มสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมแสดงสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในกลุ่มประเทศนอร์ดิกได้ ซึ่งมีผู้เข้าเยี่ยมชมงานจากไอซ์แลนด์ด้วย โดยงานแสดงสินค้าที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องในกลุ่มประเทศนอร์ดิก เช่น
•    งานแสดงสินค้า Copenhagen International Fashion Fair (CIFF) เป็นงานแสดงสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า และแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดของเดนมาร์ก เพื่อการเจรจาธุรกิจ จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ในช่วงเดือนมกราคม และสิงหาคม ของทุกปี โดยกำหนดการจัดงานครั้งต่อไปมีขึ้นระหว่างวันที่  27 – 29 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การแสดงสินค้า Bella Center กรุงโคเปนเฮเกน เวปไซต์ https://ciff.dk/ 
•    งานแสดงสินค้า Stockholm Fashion Week Trade เป็นงานแสดงสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า และแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน เพื่อการเจรจาธุรกิจ กำหนดการจัดงานครั้งต่อไประหว่างวันที่ 2 - 6 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การแสดงสินค้า Stockholm Fashion District กรุงสต็อกโฮล์ม เวปไซต์ https://www.stockholmfashiondistrict.se/en/event/fashion-week-trade/ 
•    งานแสดงสินค้า Habitare ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าออกแบบและไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์ เพื่อการเจรจาธุรกิจ กำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 2 - 6 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การแสดงสินค้า Helsinki Expo and Convention Centre กรุงเฮลซิงกิ เวปไซต์ https://habitare.messukeskus.com/en/
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน มกราคม 2569 

 

silver jewelry IS.pdf
Share :
Instagram