
เนื้อข่าว
อุตสาหกรรมภาพยนตร์เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองรอบใหม่ โดยในปี 2568 ภาพยนตร์เวียดนามทำรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศ (box-office) ทะลุ 3 ล้านล้านเวียดนามด่ง (ประมาณ 114 ล้านเหรียญสหรัฐ) เป็นครั้งแรก และสามารถเอาชนะภาพยนตร์ต่างประเทศในตลาดภายในได้สำเร็จ โดยมีจำนวนภาพยนตร์ที่ผลิตโดยผู้สร้างชาวเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งในด้านการแย่งชิงรอบฉาย คุณภาพของเนื้อหา และความสามารถในการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
ภาพยนตร์เวียดนามอย่างเรื่อง Mưa Đỏ (Red Rain), Địa Đạo: Mặt Trời Trong Bóng Tối (Tunnel: The Sun in the Darkness) และ Tử Chiến Trên Không (Airborne Death Match) ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และการสร้างกระแสสังคม ทำให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง สะท้อนว่าผู้ชมเวียดนามเปิดรับเนื้อหาท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ของชาติ และยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการนำเสนอเรื่องราวของผู้สร้างภาพยนตร์เวียดนามด้วย
นาย Dang Tran Cuong อธิบดีกรมภาพยนตร์ กระทรวงวัฒนธรรมของเวียดนามระบุว่าความสำเร็จดังกล่าวเป็นพัฒนาการของธุรกิจภาพยนตร์ในหลายด้าน ทั้งแนวคิดการผลิต ความสามารถในการถ่ายทอดประเด็นทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ตลอดจนพฤติกรรมของผู้ชมที่เปลี่ยนไป โดยปัจจุบันผู้ชมจำนวนมากเลือกเข้าชมภาพยนตร์เวียดนามตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉาย แทนที่จะให้ความสำคัญกับภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นหลักเช่นในอดีต อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวยังไม่กระจายไปทั่วทั้งอุตสาหกรรม และความสำเร็จด้านรายได้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนเสมอไป นาย Cuong ได้ให้ความเห็นว่าปี 2568 ยังไม่ใช่ปีทองของวงการภาพยนตร์เวียดนามอย่างแท้จริง เนื่องจากยังมีภาพยนตร์อีกจำนวนมากประสบภาวะขาดทุน บางเรื่องทำรายได้เพียงร้อยล้านเวียดนามด่งก่อนจะถูกถอดออกจากโรงภาพยนตร์ สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นภายในตลาด ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาพยนตร์เพียงไม่กี่เรื่องที่มีเนื้อหาโดดเด่น ใช้งบประมาณด้านการตลาดอย่างเข้มข้น และมีข้อได้เปรียบด้านเครือข่ายการจัดจำหน่าย
แรงกดดันด้านการแข่งขันมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยในปี 2568 มีภาพยนตร์เวียดนามออกฉายประมาณ 55 เรื่อง ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 70-80 เรื่อง หรือเฉลี่ยเดือนละ 5-6 เรื่อง ส่งผลให้การแข่งขันเพื่อดึงดูดผู้ชมมีความเข้มข้นมากขึ้น
ปัจจุบันผู้จัดจำหน่ายและเครือโรงภาพยนตร์ในตลาดเวียดนามกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกำหนดความสำเร็จของธุรกิจภาพยนตร์ นาย Nguyen Trong Khoa หัวหน้าภาควิชาการผลิตภาพยนตร์ดิจิทัล มหาวิทยาลัย RMIT เวียดนาม ระบุว่าบริษัทที่มีทั้งผู้ลงทุนสร้างภาพยนตร์และเจ้าของเครือโรงภาพยนตร์ เช่น CJ CGV และ Galaxy Studio มีความได้เปรียบอย่างชัดเจน เนื่องจากสามารถสนับสนุนภาพยนตร์ของตนให้ได้รับรอบฉายที่ดีและระยะเวลาฉายที่ยาวนานขึ้นในกรณีที่ภาพยนตร์ได้รับการตอบรับเชิงบวกจากผู้ชม ขณะที่นาง Truong Phan Kieu Anh อาจารย์สาขาการสื่อสารมัลติมีเดีย มหาวิทยาลัย RMIT เวียดนาม ให้ความเห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนลักษณะของธุรกิจภาพยนตร์ที่มีความเสี่ยงสูง นักลงทุนมักเลือกสนับสนุนโครงการที่มีศักยภาพทางการตลาด เช่น ภาพยนตร์ที่มีนักแสดงชื่อดังหรือได้รับเงินทุนจำนวนมาก ส่งผลให้ภาพยนตร์อิสระและผลงานของผู้กำกับหน้าใหม่มีโอกาสเข้าถึงรอบฉายหลักน้อยกว่า และมีความเสี่ยงที่จะถูกถอดออกจากโรงภาพยนตร์อย่างรวดเร็วหากรายได้ในสัปดาห์แรกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
แนวโน้มดังกล่าวอาจสร้างความไม่สมดุลให้กับธุรกิจภาพยนตร์ในเวียดนาม เนื่องจากผลงานที่มุ่งเน้นคุณค่าทางศิลปะและการทดลองนำเสนอรูปแบบใหม่ ๆ อาจเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันพฤติกรรมของผู้ชมชาวเวียดนามกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ นาย Nguyen Phong Viet นักวิจารณ์ภาพยนตร์ กล่าวว่าแนวคิดการเข้าชมภาพยนตร์เพียงเพื่อสนับสนุนผลงานของคนเวียดนามแทบไม่เหลืออยู่แล้วในปัจจุบัน ผู้ชมหันมาประเมินภาพยนตร์เวียดนามด้วยมาตรฐานเดียวกับภาพยนตร์ระดับโลก ให้ความสำคัญกับคุณภาพบทภาพยนตร์ เทคนิคการผลิต และประสบการณ์การรับชม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแม้จะสร้างแรงกดดันให้แก่ผู้ผลิต แต่ก็ถือเป็นปัจจัยบวกที่ผลักดันให้ธุรกิจภาพยนตร์เวียดนามเร่งยกระดับมาตรฐานสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น การแข่งขันโดยตรงกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูดทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์เวียดนามไม่สามารถพึ่งพาความเป็นภาพยนตร์ท้องถิ่นเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องลงทุนในด้านการเล่าเรื่อง การพัฒนาบทภาพยนตร์ และคุณภาพการผลิต เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและในตลาดสากล
(แหล่งที่มา สำนักข่าว Viet Nam News ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมภาพยนตร์เวียดนามได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีการเติบโตอย่างโดดเด่นทั้งในด้านรายได้ จำนวนผู้ชม และมูลค่าการลงทุน ปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการ เมื่อรายได้จากการจำหน่ายบัตรภาพยนตร์ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 5.6 ล้านล้านเวียดนามด่ง และยอดจำหน่ายตั๋วมากกว่า 70 ล้านใบ เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 และร้อยละ 26 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปี 2567 ขณะที่ภาพยนตร์เวียดนามสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึงร้อยละ 62 เพิ่มขึ้นอย่างมากจากร้อยละ 43 ในปี 2567 นับเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดภาพยนตร์เวียดนาม จากเดิมที่พึ่งพาภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นหลัก สู่การเป็นตลาดที่ผู้ชมให้ความเชื่อมั่นและพร้อมสนับสนุนผลงานของผู้สร้างในประเทศมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคหรือผู้ชมภาพยนตร์มีความชัดเจนมากขึ้น ผู้ชมเวียดนามปัจจุบัน ไม่ได้เลือกดูหนังเวียดนามเพราะความเป็นชาตินิยมเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับบทภาพยนตร์
การเล่าเรื่อง คุณภาพการผลิต และประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์ มีการเปรียบเทียบคุณภาพกับหนังฮอลลีวูดและหนังต่างประเทศอย่างจริงจัง ความสำเร็จของภาพยนตร์ เช่น เรื่อง Tunnel: The Sun in the Darkness หรือเรื่อง Airborne Death Match แสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้สร้างสามารถผสมผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เรื่องราวประวัติศาสตร์ และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สามารถสร้างกระแสตอบรับที่ดีและเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างได้
การแข่งขันแย่งรอบฉายรุนแรงขึ้น คาดว่าในปี 2569 จะมีภาพยนตร์เวียดนามเข้าฉาย 70-80 เรื่อง และอาจมีภาพยนตร์ใหม่ 5-6 เข้าแข่งขันในเดือนเดียวกัน ซึ่งการแข่งขันดังกล่าวยังเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัลเช่นกัน เนื่องจากผู้ชมในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคำวิจารณ์หรือกระแสตอบรับบนสื่อสังคมออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อตั๋วเข้าชม การบอกต่อและความคิดเห็นจากผู้ชมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อตั๋วถึงร้อยละ 49 ทำให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ไม่สามารถพึ่งพาความนิยมของนักแสดงหรือการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวได้ ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์อิสระและหนังศิลปะเผชิญกับความท้าทายจากความเสี่ยงทางธุรกิจสูงขึ้น จากการได้รอบฉายน้อย หรือถูกถอดออกจากโรงภาพยนตร์เร็วหากรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
เครือข่ายโรงภาพยนตร์และผู้จัดจำหน่าย มีบทบาทและอำนาจสูงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เวียดนาม ผู้ผลิตที่มีเครือข่ายโรงภาพยนตร์หรือบริษัทจัดจำหน่ายของตนเอง อย่างเช่น CJ CGV, Galaxy Studio มีความได้เปรียบในการได้รอบฉายและระยะเวลาฉาย รวมทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ การเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทำให้เกิดผลเชิงบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งห่วงโซ่มูลค่า ได้แก่ ธุรกิจการผลิตคอนเทนต์ โรงภาพยนตร์ การตลาดและโฆษณา เทคโนโลยีดิจิทัล ภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสความนิยมของภาพยนตร์ นอกจากนี้ การขยายตัวของตลาดยังช่วยดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่รัฐบาลเวียดนามกำหนดให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว โดยรัฐบาลได้ผลักดันนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง กำหนดให้ภาพยนตร์เวียดนามได้รับสิทธิ์เข้าถึงช่วงเวลาฉายหลักระหว่างเวลา 18.00-22.00 น. รวมถึงการกำหนดสัดส่วนรอบฉายขั้นต่ำสำหรับภาพยนตร์ในประเทศ เพิ่มโอกาสให้ผู้สร้างสามารถเข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น มีการจัดเวทีเสวนาและกิจกรรมส่งเสริมตลาดภาพยนตร์เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เวียดนามในระยะยาว
การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในเวียดนาม และจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นจากกำลังซื้อที่สูงขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับเนื้อหาหลากหลายรูปแบบ ทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในตลาดภาพยนตร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจัยดังกล่าวไม่เพียงสร้างโอกาสการนำเข้าภาพยนตร์ต่างประเทศเพื่อเข้าฉายในตลาดเวียดนามเท่านั้น แต่ยังเอื้อต่อการร่วมลงทุน การร่วมผลิตภาพยนตร์ (Co-production) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต และการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมร่วมกัน นอกจากนี้ การที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเวียดนามเร่งผลักดันความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศผ่านเทศกาลภาพยนตร์และกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ ยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตภาพยนตร์จากต่างชาติสามารถใช้เวียดนามเป็นทั้งตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และฐานการผลิตสำหรับการเข้าถึงตลาดอาเซียนในระยะยาว
นำเสนอโอกาส ข้อสังเกตเชิงนโยบาย และข้อเสนอแนะต่อผู้ประกอบการไทย
ตลาดธุรกิจบันเทิงเวียดนามกำลังก้าวจากตลาดกำลังเติบโตไปสู่ตลาดที่มีมาตรฐานสูง ในอดีตผู้บริโภคนิยมคอนเทนต์ต่างประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันผู้ชมเวียดนามพร้อมสนับสนุนผลงานท้องถิ่นที่มีคุณภาพสูง ทำให้ผู้เล่นจากต่างชาติจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เพียงเพราะเป็นแบรนด์ต่างชาติอีกต่อไป
โอกาสของไทยจึงอยู่ที่คุณภาพของคอนเทนต์ มากกว่าการส่งออกภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว โดยจุดแข็งของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยในสายตาผู้ชมเวียดนาม ได้แก่ ซีรีส์วาย (BL/GL) ภาพยนตร์สยองขวัญ ภาพยนตร์โรแมนติก ละครโทรทัศน์ ดนตรี T-Pop ตลอดจนศิลปินและ Influencer ไทยกับธุรกิจ Fan Meet Business ซึ่งยังคงได้รับความนิยมในเวียดนามโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials
ตลาดเวียดนามกำลังต้องการ Content Partnership เนื่องจากเมื่อผู้ผลิตเวียดนามต้องเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาด จึงมีแนวโน้มมองหาพันธมิตรต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มคุณภาพการผลิต ดังนั้น โอกาสสำหรับธุรกิจบันเทิงของไทยจึงได้แก่ การ Co-production ระหว่างไทย-เวียดนาม การซื้อสิทธิ์รีเมคละครและภาพยนตร์ไทย การร่วมลงทุนสร้างภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนนักแสดงและทีมงาน เช่น
มีนักแสดงเวียดนามร่วมแสดง ใช้สถานที่ถ่ายทำในเวียดนาม หรือเพิ่มประเด็นที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมเวียดนาม (Localize content) และการถ่ายทำในประเทศไทย เป็นต้น
ข้อสังเกตเชิงนโยบายจากเนื้อหาข่าวข้างต้นที่แสดงนัยว่า เวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมบันเทิงแห่งใหม่ของภูมิภาค และตลาดเวียดนามมิใช่เป็นเพียงตลาดผู้บริโภคอีกต่อไป แต่เริ่มมีศักยภาพในการผลิตคอนเทนต์และสร้างภาพยนตร์ที่แข่งขันกับต่างประเทศได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรมองเวียดนามในฐานะพันธมิตรการผลิตร่วม (Co-production Partner) มากกว่าเป็นเพียงตลาดส่งออก และเร่งสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อใช้ประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมบันเทิงเวียดนามในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องทั้งด้านรายได้ จำนวนผู้ชม และการลงทุนในคอนเทนต์คุณภาพสูง
เพื่อเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงไทยในการสร้างพันธมิตรกับผู้เล่นรายใหญ่และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงฐานผู้ชมในเวียดนาม สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์มีกำหนดจะจัดกิจกรรม Thai Film Festival in Vietnam 2026 ระหว่างวันที่ 9–11 กรกฎาคม 2569 ณ นครโฮจิมินห์ ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์และคอนเทนต์ระหว่างไทยและเวียดนาม รวมทั้งประชาสัมพันธ์ศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์และคอนเทนต์ไทยสู่ผู้ชม และจัดให้มีกิจกรรม Business matching เพื่อโอกาสในการสร้างความร่วมมือเชิงพาณิชย์ในอนาคตระหว่างผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ