fb
สหรัฐฯ มีสปาและฟิตเนสเพิ่มขึ้น แซงหน้าร้านค้าปลีก

สหรัฐฯ มีสปาและฟิตเนสเพิ่มขึ้น แซงหน้าร้านค้าปลีก

โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 15 เมษายน 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
1

ภาคค้าปลีกของสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่สำหรับเช่าทำการค้าได้มีธุรกิจประเภทบริการขอเช่า (service-oriented tenants) มากกว่าธุรกิจจำหน่ายสินค้าไปแล้ว (goods-based retail tenants) ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ สะท้อนแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคอเมริกันที่หันมาให้ความสำคัญกับบริการด้านสุขภาพ ความงาม และการออกกำลังกาย มากกว่าการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแบบดั้งเดิม

รายงานระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวอเมริกันที่ออกไปจับจ่ายใช้สอย มีแนวโน้มจะใช้จ่ายกับการบริการมากขึ้น เช่น การฉีดโบท็อกซ์ การเรียนมวย หรือการบริการดูแลสุขภาพและความงาม มากกว่าการซื้อรองเท้า เสื้อผ้า หรือผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคทั่วไป 

ข้อมูลจากบริษัทวิจัยอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ CoStar ระบุว่า ในปี 2025 มากกว่า 50% ของพื้นที่เช่าค้าปลีกถูกเช่าโดยผู้ประกอบการกลุ่มบริการ ขณะที่เมื่อ 15 ปีก่อน ผู้เช่ากลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 40 เท่านั้น สะท้อนการขยายตัวอย่างชัดเจนของธุรกิจบริการ โดยเฉพาะร้านเสริมสวย สปา และสตูดิโอฟิตเนส

นาย Brandon Svec ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ค้าปลีกของ CoStar ระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงมุ่งไปยังภาคบริการอย่างชัดเจน และยังไม่มีสัญญาณว่าทิศทางดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงในเร็ววัน

image.png

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ซึ่งทำให้ร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้า เช่น เสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์สำนักงาน ต้องการพื้นที่หน้าร้านจริงลดลง เนื่องจากสามารถจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ได้มากขึ้น

แม้ว่าผู้เช่ากลุ่มบริการจะยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ CoStar ประเมินว่า ธุรกิจบริการที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ บาร์และร้านอาหาร เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวบ้าง จากการที่ผู้บริโภคบางส่วนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และการแข่งขันจากเครือร้านอาหารขนาดใหญ่ที่กดดันผู้ประกอบการรายย่อย

อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจ “Wellness” หรือธุรกิจด้านสุขภาวะ ยังคงเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วในสหรัฐฯ โดย Global Wellness Institute ประเมินว่า มูลค่าตลาดดังกล่าวในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุม 11 สาขา อาทิ สปา ความงาม โภชนาการ สุขภาพจิต และสาธารณสุข

นาย Brandon Svec ให้ความเห็นว่า ในอดีต “กระเป๋าแบรนด์เนม” อาจเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและสถานะทางสังคม แต่ในปัจจุบัน การใช้จ่ายกับกิจกรรมอย่างการเรียนโยคะ หรือการทำทรีตเมนต์หน้า กลับกลายเป็นการแสดงสถานะในสังคมรูปแบบใหม่

ภาคธุรกิจกำลังตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยมีร้านและบริการใหม่ ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น เลเซอร์ทรีตเมนต์ผิวหน้า บริการดริปวิตามินทางหลอดเลือด การฉีดโบท็อกซ์ การบำบัดด้วยแสงสีแดง (red-light therapy) รวมถึงการทำครัยโอเทอราปี (cryotherapy) ซึ่งเป็นการใช้ความเย็นจัดในระดับต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเพื่อช่วยลดการอักเสบและเร่งการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

นาย Brian Finnegan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์การค้า Brixmor ในสหรัฐฯ ระบุว่าปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและความรู้สึกของตนเองมากกว่าที่เคยเป็นมา

ตัวอย่างหนึ่งคือ ศูนย์การค้า Whitemarsh Shopping Center ในชานเมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งหลังจากร้านจำหน่ายสุรารายหนึ่งย้ายออกจากพื้นที่ขนาด 10,200 ตารางฟุต บริษัทได้แบ่งพื้นที่ดังกล่าวออกเป็น 4 ยูนิตย่อย เพื่อรองรับผู้เช่ารายใหม่ ได้แก่ โรงพยาบาลสัตว์ ร้านสปาดูแลผิวหน้า สตูดิโอยืดเหยียดร่างกาย และร้านทำเล็บ

นาย Finnegan ระบุว่า ผู้เช่ากลุ่มใหม่ทั้ง 4 ราย สามารถสร้างรายได้ค่าเช่ารวมสูงกว่าผู้เช่ารายเดิมร้อยละ 20 อีกทั้งยังช่วยดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าได้มากขึ้น

นอกจากนี้ อิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ผู้บริโภคดูดีในรูปถ่ายและบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นร้านเป่าผม ร้านแว็กซ์ขน หรือบริการเสริมความงามเฉพาะทางต่าง ๆ

ในส่วนของฟิตเนสและศูนย์ออกกำลังกาย CoStar ระบุว่า การเปิดกิจการใหม่ในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมา ฟิตเนสคิดเป็นเกือบ 30% ของสัญญาเช่ากลุ่มธุรกิจบริการทั้งหมด 

จากข้อมูลของ Flatiron NoMad Partnership ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาธุรกิจในพื้นที่ในย่าน Flatiron และ NoMad ของนครนิวยอร์ก แบรนด์ด้านการดูแลสุขภาพและฟิตเนสได้เช่าพื้นที่รวมกันกว่า 100,000 ตารางฟุตในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยในย่านดังกล่าวมีธุรกิจประเภทซาวน่า สตูดิโอพิลาทิส และแม้แต่สตูดิโอฟิตเนสจำลองการเล่นสกีและสโนว์บอร์ด เปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นาย Noah Neiman ผู้ร่วมก่อตั้งเครือฟิตเนสมวย Rumble ได้เปิดกิจการใหม่ในย่านดังกล่าวภายใต้ชื่อ “Pack” ซึ่งเป็นสตูดิโอป้องกันตัวและออกกำลังกายแบบกลุ่ม โดยเชื่อว่าจะตอบโจทย์กระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพและความต้องการเข้าสังคมของชาวอเมริกันในยุคหลังโควิด-19

 

นาย Neiman ระบุว่า สถานที่ลักษณะนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย แต่ยังเป็นพื้นที่พบปะเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน และเปรียบได้กับ “รูปแบบใหม่ของการสังสรรค์หลังเลิกงาน”

image.png image.png

หนึ่งในธุรกิจฟิตเนสที่ขยายตัวเร็วที่สุดทั่วประเทศ คือ Planet Fitness ซึ่งมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ล้านรายในปีที่ผ่านมา และมีแผนเปิดสาขาใหม่เกือบ 200 แห่งในปี 2026

นาย Chip Ohlsson ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Planet Fitness ระบุว่า ปัจจุบันผู้คนออกกำลังกายบ่อยขึ้น และมักมาใช้บริการในลักษณะกลุ่มมากกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน อีกทั้งบริษัทยังคาดว่าจะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการใช้ยา Ozempic และยากลุ่ม GLP-1 อื่น ๆ ที่ช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งอาจกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาออกกำลังกายเพื่อกระชับรูปร่างและดูแลสุขภาพมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง การเติบโตของการค้าออนไลน์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการพื้นที่ค้าปลีกสำหรับจำหน่ายสินค้าแบบดั้งเดิมลดลง โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า ยอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซคิดเป็น 16.4% ของยอดค้าปลีกทั้งหมดในปีที่ผ่านมา เทียบกับประมาณ 8% ในปี 2016 ส่งผลให้ผู้เช่ากลุ่มเครื่องแต่งกายและสินค้าทั่วไปจำนวนมากปรับลดขนาดพื้นที่ร้านลง

อย่างไรก็ดี แม้ร้านค้าปลีกสินค้าแบบดั้งเดิมจะชะลอตัว แต่ระดับพื้นที่ว่างในภาคค้าปลีกของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับต่ำใกล้สถิติต่ำสุดที่ร้อยละ 4.4 เนื่องจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากผู้เช่ากลุ่มบริการ โดย Planet Fitness เองได้ขยายสาขาเข้าไปในพื้นที่ที่เคยเป็นของร้านค้าปลีกที่ปิดกิจการหรือยื่นล้มละลาย เช่น Rite Aid และ Joann

ข้อเสนอแนะจาก สคต. ณ นครนิวยอร์ก

  • ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาขยายโอกาสในธุรกิจบริการด้านสุขภาพ ความงาม และฟิตเนส ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองและประสบการณ์มากขึ้น โดยแบรนด์ไทยควรเน้นจุดขายด้าน wellness, self-care และ holistic lifestyle เชื่อมโยงกับเอกลักษณ์ไทย เช่น สมุนไพรไทย สปาไทย นวดไทย และแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 

  • ควรให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์หน้าร้านและบริการเฉพาะบุคคล เพื่อเพิ่มความแตกต่างจากการแข่งขันในช่องทางออนไลน์ 

  • ผู้ส่งออกสินค้าไทยควรเร่งปรับกลยุทธ์ Omni-channel และลดการพึ่งพาร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม เนื่องจากพื้นที่ค้าปลีกสหรัฐฯ มีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านจากการขายสินค้าไปสู่ธุรกิจบริการมากขึ้น 

  • ควรติดตามแนวโน้มการบริโภคที่ขับเคลื่อนโดยสุขภาพ ความงาม และโซเชียลมีเดียอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างเหมาะสม

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิง   Wallstreet Journal

Share :
Instagram