fb
เยอรมนีกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว
โดย
Thanit
ลงเมื่อ 29 สิงหาคม 2568 14:27
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))
104

เมื่อสำนักงานสถิติประจำประเทศเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) เผยแพร่ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในทุก ๆ สามเดือน โดยข้อมูลดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะท้ายที่สุดแล้ว GDP ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวของ GDP ยังสะท้อนถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย โดยเมื่อไม่กี่วันมานี้ สำนักงานสถิติฯ ได้ออกประกาศว่า GDP ในไตรมาสที่ 2 ลดลง 0.1% แต่ยังมีเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร นอกจากนี้ สำนักงานสถิติฯ ได้ปรับปรุงตัวเลข GDP ตั้งแต่ปี 2008 ใหม่อีกครั้ง ทำให้เห็นภาพรวมที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการแก้ไขตัวเลข GDP รายไตรมาสเป็นเรื่องปกติ โดยบางครั้งอัตราการเติบโตจะถูกปรับขึ้นหรือลด 0.1% และแทบจะไม่ปรับขึ้นหรือลดมากกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้การปรับตัวของตัวเลขค่อนข้างแตกต่างจากปกติ หลายไตรมาสมีการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยปรับขึ้นถึง 0.6% การกระทำดังกล่าว ส่งผลให้มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวเลข GDP ตลอดทั้งปี ทำให้ตัวเลขของ GDP เปลี่ยนไป กล่าวคือ

ในปี 2021 อัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ 3.9% จากที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.6% ต่อมาในปี 2022 อัตราการเติบโตของ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 1.9% จากที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.4% ในปี 2023 เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัว 0.7% ไม่ใช่แค่ 0.1% ตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนปี 2024 เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัวลง 0.5% เมื่อเทียบกับที่คาดไว้ว่าน่าจะหดตัวเพียง 0.2% เท่านั้น ด้านนาย Oliver Holtemöller รองประธานสถาบัน Leibniz เพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจแห่งเมือง Halle (IWH - Leibniz-Institut für Wirtschaftsforschung Halle) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ประกอบอาชีพเป็นนักวิจัยเศรษฐศาสตร์มานาน ก็ไม่เคยพบเจออะไรแบบนี้มาก่อนผู้ที่รับผิดชอบเองก็ยังยอมรับด้วยว่า การแก้ไขดังกล่าวไม่ใช่เรื่องปกตินาย Michael Kuhn หัวหน้ากลุ่มสำนักงานสถิติฯ และผู้รับผิดชอบด้าน GDP อธิบายผลจากการปรับปรุงในครั้งนี้ว่า ไม่เพียงแต่เป็นข่าวที่น่าจับตามองสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่า นักการเมือง สื่อมวลชน และภาคธุรกิจ ต่างมีภาพรวมของสถานการณ์เศรษฐกิจในเยอรมนีระหว่างปี 20212024 ที่บิดเบือนไปอย่างสิ้นเชิง โดยนาย Holtemöller กล่าวว่า “การปรับปรุงครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ซึ่งทำให้ทั้ง 2 ช่วงดูแตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ (1) การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังจากโควิด – 2019 แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก และสิ่งที่ตามมาไม่ใช่ (2) ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนาน (Permanent Stagnation) แต่เป็นช่วงหนึ่งของภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) โดยคำ ๆ นี้มักถูกใช้อย่างผิด ๆ โดยทั่วไปแล้ว ภาวะเศรษฐกิจถดถอยไม่ได้อธิบายถึงการหดตัวของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว นิยามนี้จะเป็นจริงเมื่อ GDP ลดลง 2 ไตรมาสติดต่อกัน ตามตัวเลขเดิมเยอรมนีไม่ได้ประสบภาวะถดถอยตั้งแต่ปี 2021 แต่ตัวเลขใหม่นี้ดูแตกต่างกันมาก เยอรมนีเกิดภาวะถดถอยระหว่างไตรมาสที่สี่ของปี 2022 และไตรมาสที่สองของปี 2023 จากนั้นก็เกิดภาวะถดถอยยาวถึง 9 เดือนติดต่อกัน ระหว่าง ไตรมาสที่ 4 ของปี 2023 และไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 นาง Geraldine Dany-Knedlik หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจของสถาบันเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจเยอรมนี (DIW – Deutscher Institut für Wirtschaftsforschung) ที่ตั้งในกรุงเบอร์ลิน อธิบายว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทั้งสองช่วงนี้ถูกขัดจังหวะด้วยการเติบโตที่เป็น 0% ด้วยไตรมาสที่หนึ่ง นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้ดีกว่าตัวเลขในอดีตมาก สำนักงานสถิติประจำประเทศเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน นาย Kuhn กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่า นี่ทำให้มุมมองในช่วงเวลานี้แตกต่างออกไปการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 2019 สงครามในยูเครน และวิกฤตพลังงาน ทำให้การประเมินตัวเลขของเรามีความท้าทายมากขึ้นอย่างมากอย่างไรก็ตาม นาย Kuhn ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด การปรับค่าการประเมินครั้งนี้ยังเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า GDP ปัจจุบันแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากการปรับปรุงแก้ไขนี้ เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลใหม่กับข้อมูลเดิม GDP ของเยอรมนีลดลงเพียง 0.1% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปนี้อาจเป็นเรื่องที่ไม่น่ามองข้ามได้ ข้อมูลอย่างเป็นทางการเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดสำหรับการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของสถาบันวิจัยต่าง ๆ และของรัฐบาลกลาง นาย Timo Wollmershäuser ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยมิวนิค (Ifo – Institut für Wirtschaftsforschung an der Universität München) เตือนว่า ยิ่งข้อมูลมีความไม่แน่นอนมากเท่าใด การวินิจฉัย และการคาดการณ์ของเราก็ยิ่งมีความไม่แน่นอนมากขึ้นเท่านั้น

ในทางกลับกันการคาดการณ์เหล่านี้มีความสำคัญต่อการประมาณการรายได้จากการจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นตัวกำหนดความยืดหยุ่นด้านงบประมาณของรัฐบาล เพราะโดยทั่วไปแล้วรัฐบาลในฐานะผู้กำหนดนโยบาย จะปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งการกำหนดนโยบายเหล่านี้จะวัดจาก GDP เป็นหลัก นาย Holtemöller รองประธาน IWH เห็นว่า ไม่ควรที่จะใช้ GDP มาทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอีกต่อไป” ในอนาคตรัฐบาลจะต้องรอการแก้ไข และปรับปรุงตัวเลข GDP อีกทั้งนำตัวเลขเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดอื่น ๆ มากขึ้น โดยสำนักข่าว Handelsblatt ระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมากระทรวงเศรษฐกิจฯ และกระทรวงการคลัง ได้ติดต่อสำนักงานสถิติฯ เพื่อขอหารือเกี่ยวกับผลกระทบของการแก้ไขตัวเลขดังกล่าว ในการตอบข้อซักถามกระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุว่า GDP ยังคงเป็น “พื้นฐานสำคัญในการประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม” โดยจะประเมินว่า การแก้ไขตัวเลข GDP ในครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตในระดับใด ด้านนาง Dany-Knedlik เชื่อว่า ปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกลางที่มีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านยูโร อาจส่งผลดีจนปรากฏความชัดเจนมากขึ้น

ความสำคัญอยู่ที่คำถามว่า การแก้ไขนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยในช่วงแรก ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา     นักสังเกตการณ์ทางการเมืองบางคนได้กล่าวว่า นักสถิติกำลังโกงและเพิ่มตัวเลขของรัฐบาลชุดก่อนให้สูงเกินจริงไว้ก่อน ซึ่งเรื่องนี้ชวนให้นึกถึงการกระทำของนาย Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เพิ่งไล่หัวหน้าสำนักงานสถิติแรงงานออก เนื่องจากนาย Trump ไม่ชอบรายงานล่าสุดของหน่วยงานนี้ โดยสำนักงานสถิติฯ ที่ตั้งอยู่ในเมือง Wiesbaden  ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่รุนแรงดังกล่าวอย่างจริงจัง นาย Kuhn กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ว่าเรามีวาระทางการเมืองนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเราต้องปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางของสหภาพยุโรป แม้สำนักงานสถิติฯ จะอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย แต่สำนักงานก็ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ และเป็นไปตามแนวทางที่โปร่งใส นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็ออกปกป้องสำนักงานนี้เช่นกัน โดยนาง Dany-Knedlik กล่าวว่า “การสงสัยในความเป็นอิสระทางการเมืองของสำนักงานฯ ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมนัก” โดยการแก้ไขนั้นเป็นสิ่งที่มีเหตุผลรองรับ ปัจจัยสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงด้านราคาอย่างรุนแรงในทุกภาคส่วนในช่วงวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา นาย Kuhn กล่าวว่า “เรื่องนี้ทำให้การคำนวณสถิติยากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ส่งผลให้มีการแก้ไขที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) สถิติเชิงโครงสร้างที่เป็นตัวกำหนดข้อมูลโดยละเอียด โดยเฉพาะโครงสร้างต้นทุนของบริษัทมักมีความล่าช้าประมาณ 1.5 ปี สำนักงานสถิติฯ จะสามารถรวบรวมข้อมูลการสำรวจเชิงโครงสร้างล่าสุดได้ นาย Peter Kuntze หัวหน้าฝ่าย GDP ของสำนักงานสถิติฯ กล่าวว่า ผลการสำรวจข้อมูลการสำรวจเชิงโครงสร้างส่งผลกระทบอย่างหนัก และ (2) ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสำนักงานสถิติฯ ระบุได้แม่นยำยิ่งขึ้นว่า ภาคธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเพียงใดจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ที่เปลี่ยนแปลงของราคาบางครั้งมีความรุนแรงมาก นาย Kuntze กล่าวว่า แน่นอนว่าเปลี่ยนแปลงของราคาส่งผลกระทบอย่างมากต่อ GDP และต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

ผลกระทบอีกประการหนึ่ง สำนักงานสถิติฯ ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกิจกรรมทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทข้ามชาติใหม่ ๆ ซึ่งมักเป็นธุรกิจที่มีความท้าทายสำหรับการคำนวณสถิติมาก อาทิ สินค้าถูกขนส่งข้ามพรมแดนภายในกลุ่มบริษัทเพื่อดำเนินการต่อไป มักไม่ชัดเจนว่า การสร้างมูลค่าเกิดขึ้นที่ใด และเกิดขึ้นได้อย่างไร นาย Kuntze กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญของเราได้ศึกษากรณีเหล่านี้อย่างละเอียด และได้พูดคุยกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า สถิติจะออกมาดีที่สุดโดยมีการแก้ไขให้น้อยที่สุด สิ่งสำคัญ คือ ทุกบริษัทต้องรายงานข้อมูลอย่างน่าเชื่อถือ แต่แน่นอนก็ไม่ใช่ว่า สำนักงานสถิติฯ จะพ้นโทษจากความผิดทั้งหมดได้ นาย Wollmershäuser นักเศรษฐศาสตร์จาก Ifo กล่าวว่า ในความเห็นของผม การสื่อสารของสำนักงานสถิติฯ เกี่ยวกับการแก้ไขตัวเลขสถิติออกมาไม่ค่อยดีนัก เพราะสำหรับผมแล้ว การสื่อสารมีความสำคัญมาก อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานสถิติฯ เองก็ไม่พอใจที่พวกเขาต้องแก้ไขตัวเลขของตัวเอง แล้วจริง ๆ พวกเขาน่าจะสามารถเข้าแทรกแซงตั้งแต่เนิ่น ๆ กว่านี้หรือเปล่า นาย Wollmershäuser อธิบายว่า หน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในแง่หนึ่งพวกเขาควรเผยแพร่ข้อมูลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันในทางกลับกันยิ่งเผยแพร่เร็วเท่าไหร่ข้อมูลที่มีอยู่ก็ยิ่งไม่สมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น โดยข้อมูลที่มากขึ้น และการให้รวดเร็วขึ้นก็หมายถึงภาระที่มากขึ้นสำหรับผู้ให้ข้อมูลนั้นเอง สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความตึงเครียดที่นักสถิติต่าง ๆ ต้องเผชิญ หลัก ๆ ก็คือ การต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ปรับปรุงแก้ไขให้น้อยที่สุด และในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องดำเนินงานในช่วงเวลาที่บริษัทเยอรมันไม่สามารถแบกรับภาระระบบด้านราชการ (Bureaucracy) เพิ่มเติมได้อีกแล้ว สำหรับตัวเลข GDP แล้วนั้น ประเด็นที่กล่าวนี้ก็สามารถนำมาใช้ได้ โดยความสำคัญของการประมวลผลค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ GDP ไม่ได้หายไป แต่จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการคำนวณ และนำมาใช้งานมากขึ้นนั้นเอง

 

จาก Handelsblatt 29 สิงหาคม 2568

Share :
Instagram