
รัฐบาลสาธารณรัฐเคนยาได้ประกาศเปิดตัว “ระบบทะเบียนคาร์บอนแห่งชาติเคนยา” (Kenya National Carbon Registry) อย่างเป็นทางการ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดคาร์บอนของประเทศ ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
พิธีเปิดจัดขึ้นภายใต้การเป็นประธานของนางเดโบราห์ บาราซา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และป่าไม้ โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบดังกล่าวในการตอกย้ำสถานะของเคนยาในฐานะประเทศที่มีความน่าเชื่อถือในตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบข้อบทที่ 6 (Article 6) แห่งความตกลงปารีส (Paris Agreement)
รัฐมนตรีฯ ระบุว่า การเปิดใช้ระบบทะเบียนคาร์บอนแห่งชาติถือเป็นการมอบ “หัวใจดิจิทัล” ให้แก่เศรษฐกิจสีเขียวของเคนยา และสะท้อนถึงการที่ประเทศก้าวจากการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ในตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ สู่การมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดทิศทางด้านสภาพภูมิอากาศของตนเอง ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวจะช่วยป้องกันปัญหาการนับซ้ำของคาร์บอนเครดิต เพิ่มความโปร่งใสของธุรกรรม และทำให้มั่นใจว่ารายได้จากการซื้อขายคาร์บอนจะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น ควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ ยังส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังนักลงทุนและประชาคมระหว่างประเทศว่า เคนยามีความพร้อมเข้าร่วมตลาดคาร์บอนด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และน่าเชื่อถือ พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนดำเนินความร่วมมืออย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของตลาดคาร์บอนอย่างเต็มที่
นายอาลี ดาอุด ผู้แทนพิเศษด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำสำนักงานฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี กล่าวว่า ระบบทะเบียนดังกล่าวเป็นรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อความน่าเชื่อถือและการเติบโตของระบบนิเวศตลาดคาร์บอนของเคนยา โดยในภาวะที่กิจกรรมตลาดคาร์บอนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ระบบทะเบียนจะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการติดตามโครงการ ปริมาณหน่วยคาร์บอนที่ออก การโอนย้าย และการปรับบัญชีต่างๆ อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อบทบาทของเคนยาในฐานะผู้บริหารจัดการตลาดที่เชื่อถือได้
ทั้งนี้ นายดาอุดได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำให้ระบบสามารถทำงานสอดประสานกับมาตรฐานสากลชั้นนำ อาทิ Verra และ Gold Standard เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของเคนยาในตลาดคาร์บอนโลก พร้อมเรียกร้องให้มีขั้นตอนที่ชัดเจน กรอบระยะเวลาที่คาดการณ์ได้ และการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องกับผู้พัฒนาโครงการและนักลงทุน
นายเฟสตัส เอ็นเกโน ปลัดกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เคนยาได้จัดทำกรอบกฎหมายและสถาบันที่ครอบคลุมเพื่อรองรับตลาดคาร์บอน
ซึ่งรวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การออกระเบียบรองรับตลาดคาร์บอน และการกำหนดให้สำนักงานบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (National Environment Management Authority: NEMA)
ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานแห่งชาติที่ได้รับการแต่งตั้ง (Designated National Authority: DNA)
ปลัดกระทรวงฯ ระบุว่า ระบบทะเบียนคาร์บอนเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้กฎหมายและกรอบกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขอให้ผู้พัฒนาโครงการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ NEMA เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดและมีประสิทธิภาพ
ด้านนายกีตองกา มูกัมบี ปลัดกระทรวงป่าไม้ กล่าวว่า ระบบใหม่นี้ต่อยอดจากระบบทะเบียนภาคป่าไม้ภายใต้โครงการ REDD+ ที่มีอยู่เดิม โดยสามารถเชื่อมโยงการทำงานภายในสถาปัตยกรรมการบัญชีคาร์บอนของประเทศได้อย่างเป็นเอกภาพ ทั้งยังช่วยป้องกันการนับซ้ำ สอดคล้องกับเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) และเสริมสร้างความโปร่งใสทั้งในตลาดคาร์บอนภายใต้ข้อบทที่ 6 และตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ
เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำเคนยา นางอองรีเอตต์ ไกเกอร์ เห็นว่าการเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญไม่เพียงแต่สำหรับเคนยา หากยังรวมถึงทวีปแอฟริกา โดยระบบทะเบียนคาร์บอนระดับชาติที่มีประสิทธิภาพเป็นกลไกหลักในการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน ป้องกันการนับซ้ำ และเสริมสร้างความสอดคล้องกับข้อบทที่ 6 แห่งความตกลงปารีส พร้อมยืนยันการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของสหภาพยุโรปต่อ
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของเคนยา
ในทำนองเดียวกัน หัวหน้าฝ่ายความร่วมมือ สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำเคนยา ได้ชื่นชมบทบาทความเป็นผู้นำของเคนยาในการพัฒนาระบบตลาดคาร์บอนที่น่าเชื่อถือ และยืนยันการสนับสนุนของเยอรมนีในการเสริมสร้างศักยภาพสถาบัน การกำกับดูแล และความน่าเชื่อถือของตลาด
สำนักงานบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NEMA) ได้ยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อให้กิจกรรมตลาดคาร์บอนก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง วัดผลได้ และยั่งยืน อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและการอนุรักษ์ระบบนิเวศ
โดยคาดว่าระบบทะเบียนคาร์บอนแห่งชาติเคนยาจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดึงดูดเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนวิถีชีวิตของชุมชนในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นกลไกสำคัญ
ในการรวบรวมข้อมูลโครงการ ติดตามผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล
อันจะผลักดันให้เคนยาก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านธรรมาภิบาลสภาพภูมิอากาศและความโปร่งใสของตลาดคาร์บอนต่อไป
ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี
เคนยากำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำภูมิภาคด้านธรรมาภิบาลตลาดคาร์บอน และกำลังวางรากฐานเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีแนวโน้มดึงดูดเงินทุนต่างประเทศมากขึ้น และพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนของแอฟริกาตะวันออก หากผู้ประกอบการไทยมีความสนใจลงทุนหรือพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในต่างประเทศ เคนยาจะเป็นตลาดที่มีความชัดเจนด้านกติกามากขึ้น ลดความเสี่ยงเชิงกฎหมายและการนับซ้ำของหน่วยเครดิต ขณะเดียวกัน ในทางอ้อม การที่เคนยาเร่งพัฒนาตลาดคาร์บอน อาจทำให้ประเทศคู่ค้าหลายแห่งในแอฟริกาปรับตัวตาม ส่งผลให้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญทางการค้าเพิ่มขึ้นซึ่งผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม และมีการกำหนดกลยุทธ์แผนลงทุนในภาคการผลิต เกษตร หรือพลังงาน ควรพิจารณาบูรณาการแนวคิดการพัฒนาโครงการคาร์บอนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจตั้งแต่ระยะต้น เช่น การออกแบบโรงงานให้สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตจากการลดการปล่อย การใช้พลังงานหมุนเวียน หรือการปลูกป่าชดเชย ซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งรายได้เสริมในอนาคตภายใต้ระบบทะเบียนที่ชัดเจน
ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรปหรือประเทศที่มีมาตรการด้านคาร์บอนเข้มงวด อาจใช้โอกาสนี้ในการจัดหาคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงจากโครงการที่ขึ้นทะเบียนในเคนยา เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ลดคาร์บอนฟุต
พริ้นท์ขององค์กร อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าหน่วยเครดิตมีความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรตระหนักว่าตลาดคาร์บอนยังอยู่ในช่วงพัฒนา กรอบกฎหมายและวิธีปฏิบัติอาจมีการปรับปรุงเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องวางแผนธุรกิจด้วยความยืดหยุ่น ประเมินต้นทุนการจัดทำเอกสาร การตรวจสอบ และการรับรองโครงการอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน
---------------------------------------------------------
แหล่งที่มา : https://www.kenyanews.go.ke
จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี
25 กุมภาพันธ์ 2569