fb
รัฐบาลทรัมป์ปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าโลหะและยา

รัฐบาลทรัมป์ปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าโลหะและยา

โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 08 เมษายน 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
3

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศปรับเปลี่ยนมาตรการภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าในกลุ่มโลหะและเวชภัณฑ์ครั้งสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความเข้มงวดของระบบภาษีในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ควบคู่กับการปรับปรุงกลไกการจัดเก็บภาษีให้มีความชัดเจนและลดความซับซ้อนมากขึ้น มาตรการดังกล่าวได้รับการประกาศผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร 2 ฉบับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมทั้งการปรับระบบภาษีนำเข้าเหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดงจากต่างประเทศ ตลอดจนการประกาศเดินหน้าจัดเก็บภาษีนำเข้ายาบางประเภทในอัตราสูงถึง 100% หากผู้ผลิตไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลในการย้ายหรือขยายฐานการผลิตเข้าสหรัฐฯ และดำเนินการลดราคายาในตลาดภายในประเทศ

การดำเนินมาตรการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของรัฐบาลทรัมป์ที่ยังคงใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการค้าและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตในประเทศ และประเด็นค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการจัดทำระบบภาษีนำเข้ารูปแบบใหม่ที่มีขอบเขตกว้างและซับซ้อนมากขึ้น พร้อมทั้งต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีในหลายระดับ

ในส่วนของอุตสาหกรรมโลหะ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าที่มีส่วนประกอบของเหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขข้อร้องเรียนจากภาคธุรกิจสหรัฐฯ ที่ระบุว่าระบบเดิมมีความยุ่งยาก ซับซ้อน และสร้างภาระต่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบเกินความจำเป็น ก่อนหน้านี้ แม้ผู้ผลิตเหล็กและอะลูมิเนียมภายในประเทศจะเป็นกลุ่มที่สนับสนุนมาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะภายหลังจากที่รัฐบาลได้ปรับเพิ่มภาษีนำเข้าโลหะจากต่างประเทศเป็น 50% เมื่อปีที่ผ่านมา แต่ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทผู้นำเข้าสินค้าที่มีส่วนประกอบของโลหะ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องซักผ้า อุปกรณ์อุตสาหกรรม ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท เช่น ไม้กอล์ฟ กลับเผชิญภาระจากการคำนวณภาษีที่ซับซ้อนอย่างมาก

ภายใต้ระบบเดิม ผู้นำเข้าจะต้องชำระภาษี 50% สำหรับมูลค่าของโลหะที่เป็นส่วนประกอบในสินค้านำเข้า และในขณะเดียวกันยังต้องชำระภาษีตามแหล่งกำเนิดสำหรับส่วนประกอบอื่นที่เหลือของสินค้าอีกด้วย ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบและคำนวณมูลค่า รวมถึงแหล่งที่มาของส่วนประกอบโลหะในสินค้าอย่างละเอียด แม้กระทั่งชิ้นส่วนขนาดเล็ก เช่น สกรูหรือชิ้นส่วนโลหะย่อยในสินค้า ซึ่งสร้างภาระทั้งในด้านเอกสาร ต้นทุนการบริหารจัดการ และความไม่แน่นอนในการตีความกฎระเบียบ

เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ จึงได้ปรับระบบการคำนวณภาษีใหม่ โดยกำหนดให้สินค้าที่มีเหล็ก อะลูมิเนียม หรือทองแดงรวมกันเกินกว่า 15% ของน้ำหนักสินค้าทั้งหมด จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราคงที่ที่ 25% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด แทนการแยกคำนวณเฉพาะมูลค่าโลหะในสินค้า ขณะที่สินค้าที่มีสัดส่วนโลหะต่ำกว่า 15% ของน้ำหนักสินค้า จะไม่ถูกเก็บภาษีโลหะโดยตรงอีกต่อไป แต่จะถูกจัดเก็บภาษีตามประเภทสินค้าและประเทศต้นทางตามระบบปกติ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มหรือลดภาระภาษีโดยรวม หากแต่ต้องการทำให้ระบบมีความง่ายขึ้น ลดความซับซ้อนในการปฏิบัติ และคาดว่าจะไม่ส่งผลโดยตรงต่อระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปในชีวิตประจำวันของชาวอเมริกัน

อย่างไรก็ดี สำหรับสินค้าที่เป็นโลหะทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด เช่น เหล็กม้วน แผ่นอะลูมิเนียม และวัตถุดิบโลหะขั้นต้นอื่น ๆ รัฐบาลยังคงอัตราภาษีนำเข้าไว้ที่ 50% ตามเดิม แต่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณภาษีเพื่อรับมือกับปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า พบพฤติกรรมของผู้ส่งออกต่างประเทศบางรายที่สำแดงราคาส่งออกเหล็กต่ำกว่าความเป็นจริงโดยเจตนา เพื่อทำให้ฐานภาษีลดลงและลดภาระภาษีที่ต้องชำระ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ภาษีในอนาคตจะถูกคำนวณจาก “มูลค่าประเมินตามมาตรฐานของสหรัฐฯ” หรือ U.S. value แทนการอ้างอิงราคาส่งออกจากต่างประเทศโดยตรง ซึ่งถือเป็นการเพิ่มความเข้มงวดด้านการบังคับใช้และลดช่องว่างในการใช้กลไกราคาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้กำหนดมาตรการผ่อนปรนเฉพาะกิจสำหรับสินค้าบางประเภท โดยในเอกสาร Fact Sheet ที่เผยแพร่เมื่อบ่ายวันเดียวกัน รัฐบาลระบุว่าจะจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15% สำหรับสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์อุตสาหกรรมที่ใช้โลหะเข้มข้น และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าไปจนถึงปี 2027 มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของฐานอุตสาหกรรมภายในประเทศ และลดแรงกดดันด้านต้นทุนต่อโครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและระบบพลังงาน ซึ่งถือเป็นภาคส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระยะยาว

ในด้านฐานอำนาจทางกฎหมาย มาตรการภาษีนำเข้าสำหรับเหล็ก อะลูมิเนียม ยา และอุตสาหกรรมสำคัญอื่น ๆ ในครั้งนี้ ได้รับการออกภายใต้กรอบของมาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดมาตรการภาษีหรือข้อจำกัดทางการค้า หากเห็นว่าสินค้านำเข้าดังกล่าวอาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ มาตรการภาษีชุดดังกล่าวจึงไม่ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐฯ ที่มีมาก่อนหน้านี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลทรัมป์ยังคงมีอำนาจในการใช้มาตรการภาษีภายใต้กรอบ “ความมั่นคงแห่งชาติ” ตามมาตรา 232 ต่อไป

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ประกาศเดินหน้ามาตรการภาษีนำเข้ายาบางประเภทในอัตรา 100% ตามแนวทางที่เคยส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะมีข้อยกเว้นจำนวนมากก็ตาม สำหรับรัฐบาลทรัมป์ การใช้ภาษีนำเข้ายาในระดับสูงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อจำกัดการนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันในการเจรจากับบริษัทยาข้ามชาติ เพื่อให้บริษัทเหล่านั้นยอมปรับลดราคายาในตลาดสหรัฐฯ และนำการผลิตบางส่วนกลับเข้ามาภายในประเทศ ซึ่งเป็นทั้งประเด็นด้านอุตสาหกรรมและประเด็นด้านค่าครองชีพที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองสูง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการประกาศอัตราภาษีสูงถึง 100% แต่ในทางปฏิบัติ มาตรการดังกล่าวถูกออกแบบให้มีข้อยกเว้นอย่างกว้างขวาง โดยยาสามัญทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นประมาณ 90% ของยาที่ชาวอเมริกันใช้ จะได้รับการยกเว้นจากมาตรการนี้โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ ยาต้นแบบบางรายการที่อยู่ภายใต้สิทธิบัตรและใช้รักษาโรคหายากหรือโรคร้ายแรง ก็จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน ขณะเดียวกัน บริษัทยาขนาดใหญ่หลายแห่งที่ผลิตยาต้นแบบก็ได้บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ ล่วงหน้า และได้รับสิทธิยกเว้นภาษีไปแล้วก่อนการบังคับใช้มาตรการอย่างเป็นทางการ

ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของยาต้นแบบที่ชาวอเมริกันบริโภค ได้แก่ สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งข้อตกลงเหล่านี้มีผลทำให้อัตราภาษีสำหรับยาที่นำเข้าจากประเทศดังกล่าวถูกจำกัดไว้ที่ 15% หรือต่ำกว่า ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากประเมินว่า ในทางปฏิบัติจะมีบริษัทยาจำนวนไม่มากนักที่ต้องเผชิญภาษี 100% จริง เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่มีแรงจูงใจสูงที่จะเข้าสู่กระบวนการเจรจากับรัฐบาลเพื่อหลีกเลี่ยงภาระดังกล่าว

ภายใต้แผนภาษียาฉบับใหม่ บริษัทยาที่เข้าข่ายถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 100% ยังสามารถหลีกเลี่ยงภาษีดังกล่าวได้ หากยินยอมให้คำมั่นต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าจะลงทุนก่อสร้างหรือขยายโรงงานผลิตในสหรัฐอเมริกา และดำเนินการลดราคายาบางรายการในตลาดภายในประเทศ แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลทรัมป์ใช้มาตรการภาษีไม่เพียงในฐานะเครื่องมือปกป้องทางการค้าเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นกลไกต่อรองเชิงนโยบายอุตสาหกรรมและนโยบายค่าครองชีพ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งภาคการผลิตในประเทศและการสื่อสารทางการเมืองกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ความพยายามดังกล่าวมิใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์เคยโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ขู่ว่าจะจัดเก็บภาษีนำเข้ายาในอัตรา 100% ในลักษณะคล้ายคลึงกัน และระบุว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเวลาไม่กี่วัน แม้ในเวลานั้นรัฐบาลจะไม่ได้บังคับใช้มาตรการจริง แต่การขู่ใช้ภาษีดังกล่าวกลับมีผลในทางปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วยให้รัฐบาลสามารถบรรลุข้อตกลงกับบริษัทยารายใหญ่ถึง 16 แห่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บริษัทที่เข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว ได้แก่ ผู้ผลิตยารายสำคัญระดับโลก เช่น Eli Lilly และ Novo Nordisk ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมสูง ตลอดจนบริษัทชั้นนำอื่น ๆ เช่น Pfizer, Johnson & Johnson และ AstraZeneca

ภายใต้ข้อตกลงที่ทำกับรัฐบาล บริษัทเหล่านี้ตกลงที่จะให้สัมปทานบางประการในด้านราคา รวมทั้งให้คำมั่นว่าจะลงทุนก่อสร้างโรงงานหรือขยายกำลังการผลิตภายในสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเป็นระยะเวลา 3 ปี กลไกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ที่ใช้แรงกดดันทางภาษีเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองเชิงนโยบาย มากกว่าการมุ่งจัดเก็บภาษีเพื่อสร้างรายได้โดยตรงเพียงอย่างเดียว

ในภาพรวม มาตรการล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์สะท้อนแนวโน้มที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ กำลังใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รับมือกับการพึ่งพาการผลิตจากต่างประเทศในสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ และกดดันให้ภาคเอกชนปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโลหะและอุตสาหกรรมยา ซึ่งถือเป็นสองภาคส่วนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับทั้งความมั่นคงด้านการผลิตและประเด็นค่าครองชีพของประชาชน

ยิ่งไปกว่านั้น ในบริบททางการเมืองภายในประเทศ ประเด็นเรื่องค่าครองชีพและความสามารถในการเข้าถึงยาในราคาที่เหมาะสมกำลังกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลทรัมป์และพรรครีพับลิกันจึงมีแนวโน้มใช้มาตรการภาษีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารทางการเมือง เพื่อแสดงให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นว่ารัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกในการลดแรงกดดันด้านราคายา ดึงการลงทุนและการจ้างงานกลับเข้าสหรัฐฯ และปกป้องอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิง   New York Times

Share :
Instagram