
ในปี 2025 รัฐบาลฝรั่งเศสปรับอัตราการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มรสหวานหรือที่เป็นที่รู้จักในชื่อภาษีน้ำอัดลม (Soda Tax) ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ประกอบการสินค้าเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่สามารถวัดผลเปลี่ยนแปลงที่มีต่อผู้บริโภคได้
นาง Céline Bonnet ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจากสถาบัน INRAE และผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะด้านโภชนาการจาก Toulouse School of Economics คาดหวังว่าการปรับมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดระดับการบริโภคเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลในประเทศ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร ประเทศต้นแบบในการจัดเก็บภาษีประเภทนี้ ซึ่งหลังจากนี้หากรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะขยายมาตรการให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อาหารเพิ่มเติมจะช่วยส่งเสริมการลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่มีแนวทางการวิเคราะห์ที่แม่นยำพอที่จะแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์จากการจัดเก็บภาษีนี้ว่าส่งผลต่อระดับการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานมากน้อยเพียงใด จึงเป็นไปได้ว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดการบริโภคอาจจะเกิดจากปัจจัยอื่น ดังเช่น แนวโน้มการดูแลสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้การบริโภคน้ำตาลลดลง
ฝรั่งเศสเริ่มเก็บภาษีน้ำอัดลมเป็นครั้งแรกในปี 2012 ครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลแต่ใช้สารให้ความหวาน และเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล ส่งผลให้ราคาสินค้าทั้งสองประเภทในขณะนั้นเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ผู้บริโภคจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเลือกเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล หรือจ่ายราคาที่แพงขึ้น
ในปี 2018 ได้มีการเริ่มต้นปฏิรูประบบภาษีโดยเปลี่ยนมาใช้การจัดเก็บภาษีตามปริมาณน้ำตาล ซึ่งทำให้ราคาของสินค้าที่มีน้ำตาลสูงต้องเพิ่มขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน เครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลไม่ถูกเรียกเก็บภาษี ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องปรับสูตรสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการใหม่นี้
สำหรับการปรับอัตราภาษีครั้งล่าสุดในปี 2025 มีการปรับปรุงเนื้อหาเพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำและสูงอย่างชัดเจนมากขึ้น
เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ต่ำกว่า 5 กรัม/ลิตร จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราต่ำ (4 เซ็นต์/ลิตร)
เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล 5–8 กรัม/ลิตร อัตราภาษีจะปรับเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า (21 เซ็นต์/ลิตร)
สำหรับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล มากกว่า 8 กรัม/ลิตร จะถูกจัดเก็บในอัตราสูงสุด (36 เซ็นต์/ลิตร)
การปรับลดปริมาณน้ำตาลให้อยู่ในช่วง ไม่เกิน 5 กรัม หรือ ระหว่าง 5 ถึง 8 กรัม จะส่งผลต่อราคาสินค้าโดยตรง ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญในการปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับการกำหนดอัตราภาษีใหม่
อัตราการจัดเก็บภาษีในรูปแบบเดียวกันนี้ใช้เป็นครั้งแรกในสหราชอาณาจักรในปี 2018 ส่งผลให้มีการปรับสูตรเครื่องดื่มถึงร้อยละ 30 และทำให้ปริมาณการบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มของชาวอังกฤษลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ถึงกระนั้นก็ตาม บริบทการบริโภคในสหราชอาณาจักรที่มีอัตราการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงกว่าฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถคาดหวังได้ว่าการบริโภคในฝรั่งเศสจะลดลงได้เท่ากัน
การปรับปรุงเนื้อหาภาษีน้ำอัดลมในครั้งล่าสุดถือเป็นแนวคิดที่ดีต่อด้านสาธารณสุข แต่ต้องไม่ลืมว่าปริมาณการบริโภคน้ำตาลได้มาจากอาหารประเภทอื่นมากกว่าเครื่องดื่มน้ำอัดลม ดังเช่น ลูกอม ขนมเค้ก ซีเรียล โดยไม่รวมถึงน้ำตาลที่แฝงอยู่ในอาหารแปรรูปต่าง ๆ
จากมุมมองนี้ หากสามารถขยายการใช้งานให้ภาษีน้ำอัดลมสามารถครอบคลุม ผลิตภัณฑ์อาหารชนิดอื่นๆที่มีน้ำตาลทั้งหมดหรือมีส่วนผสมของน้ำตาล นอกเหนือจากเครื่องดื่ม จะเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยต้องไม่ลืมว่าอาหารบางประเภทให้ประโยชน์ทางโภชนาการอื่น ๆ ด้วย ต่างจากน้ำอัดลมที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเลย ดังเช่น ผลิตภัณฑ์นมมีประโยชน์ในด้านโปรตีน แคลเซียม เป็นต้น หรือของหวานที่ผลิตจากนม ดังเช่น โยเกิร์ต ก็เป็นแหล่งน้ำตาลปริมาณมากเช่นกัน
การพิจารณาเพื่อให้การใช้งานภาษีน้ำอัดลมมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นมีความสำคัญ เพราะจะช่วยผลักดันให้ผู้ผลิตปรับปรุงคุณภาพสินค้า แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านเกี่ยวกับการเพิ่มภาษี โดยเน้นความเสี่ยงเรื่องราคาสินค้าที่อาจสูงขึ้น แต่หากมาตรการนี้เน้นการปรับสูตรผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบน้อยลง พร้อมทั้งมีโอกาสได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ความเห็น สคต.
รัฐบาลฝรั่งเศสปรับนโยบายเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมระดับน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากอัตราการเกิดโรคอ้วนในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ OFEO - Observatoire Français d'Épidémiologie de l'Obésité ในปี 2024 พบว่าประชากรร้อยละ 18 หรือประมาณ 10 ล้านคนอยู่ในกลุ่มโรคอ้วน (ร้อยละ 10 ในปี 2000) และประชากรร้อยละ 48 มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาพัฒนาสินค้าที่เน้นความสำคัญด้านสุขภาพ ซึ่งสามารถรองรับนโยบายของรัฐบาลฝรั่งเศสและตอบสนองความต้องการตลาดที่มีอัตราเติบโตสูง
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ตึงเครียดของสงครามที่มีอยู่ในขณะนี้สร้างความกังวลและอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคได้ในอนาคตอันใกล้ ถึงแม้ว่าจนถึงขณะนี้จะยังไม่มีข่าวที่แสดงถึงผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจฝรั่งเศสมากนัก นอกเหนือจากราคาน้ำมันที่มีการปรับขึ้นตามตลาดโลก ประมาณ 30 เซ็นต์ต่อลิตร ( ดีเซลจาก 1.65 – 1.70 ยูโร/ลิตรเป็น 2.00 ยูโร/ลิตร, เบนซิน SP95-E10 จาก 1.70 – 1.75 ยูโร/ลิตรเป็น 1.77 – 1.87 ยูโร/ลิตร) ซึ่งทางสคต. ณ กรุงปารีส จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและนำมาเรียนให้ทราบในโอกาสต่อไป
ที่มาของข่าว
Dominique Chapuis
ข้อมูลจาก Les Echos