fb
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
เวียดนามเร่งยกระดับกฎหมายอีคอมเมิร์ซ รับมือสินค้าปลอม การแข่งขัน  และการค้าข้ามพรมแดน

เวียดนามเร่งยกระดับกฎหมายอีคอมเมิร์ซ รับมือสินค้าปลอม การแข่งขัน และการค้าข้ามพรมแดน

โดย
Tran
ลงเมื่อ 12 มิถุนายน 2569 16:44
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
3

เนื้อข่าว 

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ในเวียดนามกำลังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวดังกล่าวยังมาพร้อมกับความท้าทายด้านต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์ซึ่งยังคงเป็นคอขวดสำคัญของอุตสาหกรรม แม้ว่าระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ต้นทุนด้านคลังสินค้า และการบริหารจัดการคำสั่งซื้อและการจัดส่งสินค้า (Fulfilment Costs) ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องเร่งปรับตัวผ่านการลงทุนในระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการขยายตัวของตลาดในระยะยาว

image.png

ในขณะเดียวกัน ภาระต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มก็ได้กลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อผู้ประกอบการออนไลน์เช่นกัน ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรม แพลตฟอร์ม E-commerce ได้ใช้มาตรการจูงใจผู้ขายผ่านการอุดหนุนค่าใช้จ่าย การลดค่าธรรมเนียม และการสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตาม เมื่อการแข่งขันในตลาดเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบที่มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจ แพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ทยอยกำหนดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่เพียงต้องชำระค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณด้านการโฆษณา การเพิ่มการมองเห็นสินค้า (Product Visibility) การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย การถ่ายทอดสดเพื่อการจำหน่ายสินค้า (Livestream Commerce) และการใช้เครื่องมือกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคอีกด้วย

ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากสะท้อนว่า การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมีต้นทุนสูงกว่าช่วงหลายปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การพึ่งพาระบบอัลกอริทึม (Algorithms) และนโยบายการบริหารจัดการของแพลตฟอร์มที่เพิ่มมากขึ้น ได้ลดทอนความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างอิสระของผู้ค้า โดยผลกระทบดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนในกลุ่มผู้ค้าปลีกขนาดเล็ก ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านงบประมาณสำหรับการโฆษณาและไม่สามารถเข้าร่วมแคมเปญการตลาดขนาดใหญ่ของแพลตฟอร์ม ส่งผลให้โอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคลดลงอย่างมาก และทำให้ช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการที่มีแบรนด์และระบบการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพกับผู้ประกอบการรายย่อยหรือธุรกิจครัวเรือนขยายตัวกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านข้อมูลของบริษัท Metric ซึ่งระบุว่า แม้ว่าร้านค้าในกลุ่ม Shop Mall จะมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 2.47 ของร้านค้าที่มีการดำเนินงานทั้งหมด แต่สามารถสร้างยอดขายได้สูงถึงร้อยละ 32.4 ของมูลค่าการซื้อขายรวมบนแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada และ TikTok Shop ในไตรมาสแรกของปี 2569 นอกจากนี้ แม้ว่าจำนวนร้านค้า Shop Mall จะลดลงร้อยละ 13 แต่รายได้ของกลุ่มดังกล่าวกลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 53 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่กับแบรนด์ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพด้านการบริหารจัดการสูงกว่า รวมทั้งมีมาตรฐานด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจที่เข้มแข็งกว่า

ทั้งนี้ SHS Research ประเมินว่า หากเวียดนามยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีไว้ที่ประมาณร้อยละ 20 ได้ มูลค่าตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศอาจขยายตัวแตะระดับเกือบ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2571 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 ซึ่งจะส่งผลให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นตลาดค้าปลีกออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มสินค้าแบบดั้งเดิม เช่น แฟชั่น เครื่องสำอาง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังครอบคลุมถึงสินค้าอาหารสด สินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (Essential Consumer Goods) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์

สำหรับผลการดำเนินงานรายหมวดสินค้า ในไตรมาสแรกของปี 2569 กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม ยังคงครองอันดับหนึ่งด้านรายได้ โดยมีมูลค่าตลาดประมาณ 24.4 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 933 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สินค้ากลุ่มแฟชั่นสตรีมีอัตราการเติบโตโดดเด่นเกือบร้อยละ 75 นอกจากนี้ แบรนด์ภายในประเทศยังอาศัยความได้เปรียบจากความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในท้องถิ่น ความสามารถในการปรับตัวต่อแนวโน้มตลาดได้อย่างรวดเร็ว และการประยุกต์ใช้กลยุทธ์การสร้างเนื้อหาดิจิทัล เพื่อขยายส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การรักษาการเติบโตของตลาดในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยมากกว่าการขยายฐานผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว โดยยังต้องมีการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความโปร่งใสและมีความสมดุลระหว่างผู้ให้บริการแพลตฟอร์มกับผู้ประกอบการออนไลน์มากยิ่งขึ้น ในบริบทดังกล่าว การที่สมัชชาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The National Assembly) ให้ความเห็นชอบกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Law on E-commerce) จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดกรอบกติกาใหม่สำหรับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยภายใต้ระบบกฎหมายเวียดนาม กฎหมายฉบับดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นกรอบกฎหมายหลักในการกำกับดูแลกิจกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในด้านการยกระดับความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ การเสริมสร้างการคุ้มครองผู้บริโภค การป้องกันและปราบปรามสินค้าปลอมและการฉ้อโกงทางการค้า ตลอดจนการกำหนดหลักเกณฑ์รองรับการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน 

ข้อมูลจาก SHS Research ระบุเพิ่มเติมว่า มูลค่าตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2563 โดยภาคธุรกิจดังกล่าวมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าการค้าปลีกและรายได้จากการให้บริการเพื่อการอุปโภคบริโภครวมของประเทศ และมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามคิดเป็นประมาณสองในสามของมูลค่ารวมทั้งหมด ทั้งนี้ ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่อยู่ในช่วงร้อยละ 20–25 เวียดนามยังคงได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก และกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางผู้บริโภคดิจิทัลที่มีพลวัตสูงแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

ปี 2568 ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ของเวียดนาม โดยมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซขยายตัวสู่ระดับประมาณ 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.5 จากปีก่อนหน้า และมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าการค้าปลีกสินค้าและบริการทั้งหมดของประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าอีคอมเมิร์ซได้ก้าวจากการเป็นเพียงช่องทาง การจำหน่ายสินค้าเสริมไปสู่การเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนาม ทั้งในมิติของการบริโภคภายในประเทศ การพัฒนาภาคบริการ และการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงธุรกิจครัวเรือนที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศและตลาดต่างประเทศได้โดยใช้เงินลงทุนต่ำกว่าระบบการจัดจำหน่ายแบบดั้งเดิม

แนวโน้มการเติบโตดังกล่าวยังคงดำเนินต่อเนื่องในปี 2569 โดยข้อมูลจาก Metric ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่ายอดขายรวมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Tiki อยู่ที่ประมาณ 148.6 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนสินค้าที่จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์มีมากกว่า 1,130 ล้านรายการ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากโครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ การเข้าถึงสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง การขยายตัวของระบบการชำระเงินแบบไร้เงินสด (Cashless Payment) ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การซื้อขายผ่านช่องทางดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันมากกว่าการเป็นเพียงทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มยังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) และเทคโนโลยีความจริงเสริมและความจริงเสมือน (Augmented Reality/Virtual Reality: AR/VR) เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภค เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูล และสนับสนุนการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing) ตั้งแต่ระบบแนะนำสินค้าอัตโนมัติ การให้บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงการทดลองสินค้าเสมือนจริง ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และส่งเสริมประสิทธิภาพของระบบการค้าออนไลน์โดยรวม ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการเติบโตที่โดดเด่นดังกล่าว ภาคอีคอมเมิร์ซของเวียดนามยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายประการ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในคอขวดสำคัญของอุตสาหกรรม แม้ว่าระยะเวลาการจัดส่งสินค้าจะได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ต้นทุนด้านคลังสินค้า การบริหารจัดการคำสั่งซื้อ และการขนส่งสินค้าไปยังพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ห่างไกลยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรายใหญ่เร่งลงทุนพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ดำเนินการโดยบริษัทเอง (Self-operated Logistics Ecosystem) อาทิ SPX Express และ Lazada Logistics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารห่วงโซ่อุปทาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณา การเพิ่มการมองเห็นสินค้า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการจำหน่ายสินค้าผ่านการถ่ายทอดสด (Livestream Commerce) ได้กลายเป็นภาระต้นทุนสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับมากขึ้นภายใต้สภาวะการแข่งขันที่มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจ

แรงกดดันด้านต้นทุนดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจครัวเรือน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและงบประมาณทางการตลาดมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่งผลให้โอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคและการสร้างการรับรู้แบรนด์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และก่อให้เกิดแนวโน้มการกระจุกตัวของยอดขายในกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการสูงกว่า สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของ Metric ที่ระบุว่า แม้ว่าร้านค้าในกลุ่ม Shop Mall จะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2.47 ของร้านค้าทั้งหมด แต่สามารถสร้างยอดขายได้สูงถึงร้อยละ 32.4 ของยอดขายรวมบนแพลตฟอร์มหลักในไตรมาสแรกของปี 2569 และแม้ว่าจำนวนร้านค้ากลุ่มดังกล่าวจะลดลงร้อยละ 13 แต่รายได้กลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 53 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดที่กำลังมุ่งสู่การรวมศูนย์ในกลุ่มแบรนด์ขนาดใหญ่และผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานการดำเนินธุรกิจสูงกว่า

ภายใต้บริบทดังกล่าว อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการพัฒนา ซึ่งความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ใช้งานหรือมูลค่าการซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความสมดุลระหว่างผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ในด้านนโยบาย สมัชชาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (National Assembly of Vietnam) ได้ให้ความเห็นชอบกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Law on E-commerce) เพื่อใช้เป็นกรอบกฎหมายหลักในการกำกับดูแลกิจกรรมอีคอมเมิร์ซ ยกระดับความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ คุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันสินค้าปลอมและการฉ้อโกงทางการค้า รวมถึงรองรับการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและการรักษาอัตราการเติบโตของตลาดในระยะยาว ทั้งนี้ หากเวียดนามสามารถลดข้อจำกัดด้านต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่ามูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซจะสามารถขยายตัวสู่ระดับเกือบ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2571 และประมาณ 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2573 ส่งผลให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและตลาดค้าปลีกออนไลน์ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นำเสนอแนะต่อผู้ส่งออกไทย

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามส่งผลเชิงบวกต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยเปิดโอกาสให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงฐานผู้บริโภคดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์และการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ความงาม และสินค้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของตลาดเวียดนาม อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและแนวโน้มการกระจุกตัวของยอดขายในกลุ่มแบรนด์ขนาดใหญ่ ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ และการบริหารจัดการข้อมูลผู้บริโภค เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ประกอบการไทยที่ใช้เวียดนามเป็นฐานการจำหน่ายหรือศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาคควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และการเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการคลังสินค้าและระบบจัดส่งภายในประเทศ เนื่องจากต้นทุนด้านคลังสินค้า การบริหารจัดการคำสั่งซื้อ และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การที่เวียดนามเร่งยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลผ่านกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Law on E-commerce) จะส่งผลให้ผู้ประกอบการต่างชาติต้องให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความโปร่งใส การคุ้มครองผู้บริโภค การตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า และการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากยิ่งขึ้น

           การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลเวียดนามและการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2573 ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกและสร้างเครือข่ายธุรกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (Direct-to-Consumer: D2C) การพัฒนากลยุทธ์การตลาดผ่านเนื้อหาดิจิทัล และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับแพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และผู้จัดจำหน่ายในเวียดนาม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยและสนับสนุนการขยายตัวทางการค้าไทย–เวียดนามในระยะยาว

News 8 - 12 June 2026 - VN E-commerce boom faces logistics and cost pressures-Edit.pdf
Share :
Instagram