fb
สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีร้อยละ 12.5 ต่อสินค้านำเข้าบางรายการจากแอฟริกาใต้

สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีร้อยละ 12.5 ต่อสินค้านำเข้าบางรายการจากแอฟริกาใต้

โดย
Mueanfun
ลงเมื่อ 11 สิงหาคม 2569 16:00
สคต. ณ กรุงพริทอเรีย (แอฟริกาใต้) (TTC, Pretoria (South Africa))
2

สหรัฐอเมริกาเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 (Section 301) แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ปี 2517 ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยกำหนดอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 10–12.5 ต่อสินค้าจาก 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ เห็นว่ายังไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ (Forced Labour) หรือยังบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ แอฟริกาใต้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุดร้อยละ 12.5 เช่นเดียวกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (Office of the United States Trade Representative: USTR) พิจารณาว่า การบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับของประเทศดังกล่าวยังไม่เพียงพอ

มาตรการดังกล่าวมีขึ้นภายหลัง USTR เริ่มการสอบสวน 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยได้จัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนเมษายน และหารือกับรัฐบาลมากกว่า 45 ประเทศ รวมถึงแอฟริกาใต้ ก่อนมีข้อสรุปเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ว่า การที่ประเทศที่ถูกสอบสวนไม่มีข้อห้ามหรือไม่มีการบังคับใช้ข้อห้ามการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่สมเหตุสมผลและสร้างภาระต่อการค้าของสหรัฐฯ จากนั้น USTR ได้เปิดรับความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยได้รับความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่า 1,600 ฉบับ และรับฟังคำให้การจากพยานมากกว่า 100 ราย ก่อนมีคำตัดสินใช้มาตรการภาษีดังกล่าว

รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้พยายามขอยกเว้นมาตรการผ่านการหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ โดยคณะผู้แทนจากกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และการแข่งขันของแอฟริกาใต้ (Department of Trade, Industry and Competition: DTIC) ชี้แจงต่อ USTR ว่า แอฟริกาใต้มีกฎหมายห้ามการใช้แรงงานบังคับและได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาหลักที่เกี่ยวข้องขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) รวมทั้งมีกฎหมายรองรับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ โดย International Trade Administration Act ให้อำนาจรัฐบาลในการห้ามหรือจำกัดการนำเข้าสินค้า ขณะที่ Customs and Excise Act ให้อำนาจหน่วยงานศุลกากรในการระงับ กัก และยึดสินค้าต้องห้ามบริเวณชายแดน รวมถึงมีข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานนักโทษ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงบังคับใช้ภาษีดังกล่าวกับแอฟริกาใต้โดยไม่ได้ให้การยกเว้น

การเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 12.5 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกสำคัญของแอฟริกาใต้ไปยังตลาดสหรัฐฯ หลายกลุ่ม ได้แก่ รถยนต์และผลิตภัณฑ์ยานยนต์ สินค้าเกษตร โลหะ และสินค้าอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี สินค้าบางประเภทที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีเฉพาะรายสาขาของสหรัฐฯ อยู่แล้วจะไม่ได้ถูกเรียกเก็บภาษี Section 301 เพิ่มเติม โดยรวมถึงเหล็กและอะลูมิเนียม ตลอดจนปุ๋ยและผลิตภัณฑ์พลังงานบางรายการ นอกจากนี้ ภาษี Section 301 รอบใหม่นี้จะไม่ถูกเรียกเก็บซ้ำซ้อนกับภาษีภายใต้มาตรา 232 (Section 232) ที่มีผลบังคับใช้กับสินค้าบางประเภทอยู่แล้ว

ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ : การบังคับใช้ภาษี Section 301 ในอัตราร้อยละ 12.5 เพิ่มแรงกดดันต่อภาคการส่งออกของแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เกษตร และการผลิต ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับหนึ่ง และอาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าแอฟริกาใต้ในตลาดสหรัฐฯ ลดลง ขณะเดียวกัน มาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังนำประเด็นมาตรฐานแรงงานและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานมาเชื่อมโยงกับมาตรการทางการค้ามากขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามแนวทางการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว รวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบและแรงงานในห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีผลต่อเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ และทิศทางการค้าโลกในระยะต่อไป

 

เครดิตภาพและที่มาข่าว www.businesstech.co.za

ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย

สิงหาคม 2569

Share :
Instagram