
1. ภาพรวมและแนวโน้มตลาด
จากการสำรวจของสถาบันวิจัยยาโนะ (Yano Research Institute Ltd.) พบว่า ปี 2566 ตลาดค้าปลีกเครื่องนุ่งห่มภายในประเทศ (เสื้อผ้าสุภาพบุรุษและเครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าสุภาพสตรีและเครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายสำหรับเด็กและทารก) ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหรือมูลค่าเท่ากับ 8.3564 ล้านล้านเยน (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนติดต่อกันเป็นปีที่ 3
หากแยกตามช่องทางจำหน่ายพบว่า ร้านค้าจริง เช่น ห้างสรรพสินค้าหรือสาขาต่างๆ ของร้านจำหน่ายเสื้อผ้าโดยเฉพาะ ยอดจำหน่ายฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุเพราะงานอีเวนท์หรือกิจกรรมต่างๆ เช่น พิธีเปิดภาคการศึกษา พิธีบรรลุนิติภาวะ ฯลฯ เริ่มกลับมาจัดได้อีกครั้งภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดความต้องการซื้อเสื้อผ้าสำหรับกิจกรรมต่างๆเพิ่มขึ้น และผู้คนซื้อของที่ร้านค้ามากขึ้น สำหรับการซื้อสินค้าประเภทเสื้อผ้าผ่านช่องทางออนไลน์นั้น เนื่องจากช่วงโควิด-19 มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ปีนี้การขยายตัวชะลอตัวลง ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะการหันกลับมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้านค้าของผู้บริโภค

เมื่อพิจารณาแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่ในปี 2566 พบว่า แบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19 และปรับกลยุทธ์ไปสู่เชิงรุก กับอีกกลุ่มที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้และต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างองค์กร
กลุ่มปรับกลยุทธ์ไปสู่เชิงรุกนั้นได้พัฒนาและเปิดตัวแบรนด์ใหม่หรือรูปแบบธุรกิจใหม่ โดยแบรนด์ใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่อยู่ในระดับราคาที่สูงกว่าแบรนด์เดิม ถือเป็นการตอบสนองและกระตุ้นความต้องการด้านแฟชั่นคุณภาพสูงที่ซบเซาในช่วงโควิด-19 ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
ในทางกลับกัน บริษัทที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้าง เช่น การยกระดับประสิทธิภาพการจัดการ และการยกเลิกแบรนด์ที่ไม่ทำกำไร เนื่องจากถูกกดดันจากผู้เช่าพื้นที่ ทำให้บริษัทเหล่านี้มีความต้องการเปิดสาขาในศูนย์การค้าน้อยลง
ขนาดตลาดค้าปลีกเครื่องนุ่งห่มภายในประเทศ (เสื้อผ้าสุภาพบุรุษและเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าสุภาพสตรีและเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายสำหรับเด็กและทารก) มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับใกล้เคียงก่อนช่วงโควิด-19 ภายในประมาณปี 2025
ในระยะยาว ตลาดเครื่องนุ่งห่มคาดว่าจะค่อยๆ ขยายตัวลดลงเนื่องจากโครงสร้างประชากรที่มีการเกิดน้อยลงและการเข้าสู่สังคมสูงอายุ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันราคาต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูง ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และค่าแรงที่สูงขึ้น ผลักดันให้ราคาจำหน่ายมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้มูลค่าตลาดยังคงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ อาจมีความเป็นไปได้ที่ตลาดขยายตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากแนวโน้มการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานยังดำเนินต่อไป เพราะจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายต่อคนในการบริโภคสินค้าเครื่องนุ่งห่ม และอาจส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในสินค้าเครื่องนุ่งห่มเพิ่มสูงขึ้น
ประเทศญี่ปุ่นผลิตสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่มน้อยมากและต้องพึ่งพาการนำเข้าถึงเกือบ 100% โดยในปี 2566 มีการนำเข้าร้อยละ 98.5 ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงนำเข้าจากประเทศจีน แต่ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด และนำเข้าจากประเทศเวียดนามมากขึ้น โดยนำเข้าจากประเทศไทยเป็นอันดับ 8 มีมูลค่าการนำเข้า 759 ล้านเหรียญสหรัฐ รองจากประเทศจีน เวียดนาม บังกลาเทศ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ กัมพูชา อิตาลี ตามลำดับ ทั้งนี้ ในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๖๗ (ม.ค - ต.ค.) ไทยส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไปญี่ปุ่น มูลค่า 551.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเห็นได้ว่าประเทศญี่ปุ่นยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทย


ในปี 2566 ญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าประเภท Knit ware และ Woven Ware ปริมาณ 2,207 ล้านชิ้น มูลค่า 1.499 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท) และ 1,164 ล้านชิ้น มูลค่า 1.472 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท) ตามลำดับ

ที่มา : The Japanese Apparel Market And Imports 2024 โดย The Japan Importers Association

ที่มา : The Japanese Apparel Market And Imports 2024 โดย The Japan Importers Association
2. กฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกาย
ในการนำเข้าเสื้อผ้า รองเท้า หรือเครื่องแต่งกาย ฯลฯ สู่ประเทศญี่ปุ่น นั้น โดยทั่วไปไม่มีข้อกำหนดหรือข้อจำกัดเฉพาะทางเป็นพิเศษ แต่หากสินค้านั้นมีการใช้วัตถุดิบจากพืชหรือสัตว์ เช่น หนังสัตว์ ขนสัตว์ หรือขนนก จำเป็นต้องระมัดระวังว่า อาจเข้าข่ายเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES หรือ อนุสัญญาวอชิงตัน) หรือ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและการจัดการสัตว์ป่าและนกป่า นอกจากนี้ สินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจะถูกห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาด
สำหรับการจัดจำหน่ายภายในประเทศญี่ปุ่น จะมีข้อกำหนดต่าง ๆ ดังนี้:
- ห้ามแสดงข้อมูลที่เป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิด
- สินค้าบางประเภทต้องแสดงฉลากคุณภาพตามข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
- ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเกี่ยวกับปริมาณสารอันตรายที่อาจมีอยู่ในสินค้า รวมถึงต้องระมัดระวังในประเด็นอื่น ๆ เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับการขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต กฎหมายรีไซเคิลที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์และหีบห่อของสินค้า



หมายเหตุ
•ระบุไว้เฉพาะกฎหมายหลักที่กำหนดภาระหน้าที่แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการนำเข้าและการจำหน่าย
•นอกจากนี้ อาจมีกรณีที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือมีการกำหนดมาตรฐานหรือการแสดงข้อมูลโดยกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ เป็นผู้กำหนดขึ้นเอง
3. ขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากร
ผู้ที่นำเข้าสินค้า เมื่อสินค้ามาถึงประเทศญี่ปุ่น จะต้องนำสินค้าเข้าสู่เขตปลอดอากร (หมายเหตุ 1) จากนั้นทำการยื่นคำขอผ่านพิธีการศุลกากร (การชำระภาษี) ต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรซึ่งรับผิดชอบเขตปลอดอากรนั้น
เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ได้รับคำขอจะทำการตรวจสอบเอกสาร และหากจำเป็นก็จะตรวจสอบสินค้าด้วย และเมื่อได้รับการยืนยันว่าชำระภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว จะอนุญาตให้นำเข้าสินค้าได้
กระบวนการทั้งหมดนี้เรียกว่า “การผ่านพิธีการศุลกากร“ (通関:Tsukan) และหลังจากผ่านพิธีการนี้แล้ว สินค้าจึงจะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายหรือเคลื่อนย้ายภายในประเทศได้
ขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากรจะแตกต่างกันตามวิธีการนำเข้าสินค้า ได้แก่
1. ทางสายการบินหรือเรือขนส่งสินค้า
2. การจัดส่งด่วนระหว่างประเทศ (International Courier)
3. การส่งทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศ
4. สัมภาระส่วนตัว (กระเป๋าสัมภาระ)
ไม่ว่าการนำเข้าสินค้าจะใช้วิธีใด หากสินค้านั้นต้องได้รับอนุญาตหรือการรับรองตามกฎหมายอื่น (หมายเหตุ 2) จะต้องแสดงหลักฐานการได้รับอนุญาตหรือการรับรองดังกล่าวให้ศุลกากรตรวจสอบก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าได้
หมายเหตุ 1:
เขตปลอดอากร หมายถึง สถานที่ที่สามารถเก็บรักษาสินค้าที่มาถึงจากต่างประเทศไว้ชั่วคราวโดยไม่ต้องชำระภาษีศุลกากร ภาษีการบริโภค หรือภาษีอื่นๆ ในช่วงเวลานั้น
หมายเหตุ 2:
"กฎหมายอื่น" หมายถึง กฎหมายอื่นที่กล่าวถึงในมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร ซึ่งหมายถึงกฎหมายที่ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับศุลกากรโดยตรง แต่กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการอนุญาตหรือการรับรองสำหรับการส่งออกและนำเข้า เช่น พระราชบัญญัติการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการค้าต่างประเทศ และพระราชบัญญัติคุ้มครองและการจัดการสัตว์ป่า รวมถึงการจัดการการล่าสัตว์อย่างเหมาะสม เมื่อมีการนำเสนอเอกสารที่กำหนดพร้อมกับใบคำขอนำเข้าสินค้าต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร จะมีการตรวจสอบว่าผู้ยื่นคำขอนั้นได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่กฎหมายอื่นกำหนดหรือไม่
4. การประเมินภาษีศุลกากร การชำระภาษีศุลกากร และค่าธรรมเนียมต่างๆ
สินค้าที่นำเข้าจะถูกเก็บภาษี เช่น ภาษีศุลกากร ภาษีการบริโภค เป็นต้น แม้ว่าบางกรณีภาษีศุลกากรจะยกเว้น แต่ภาษีการบริโภคยังคงต้องชำระ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในจุดนี้
ในกรณีนำเข้าสินค้าทั่วไป ไปรษณีย์ระหว่างประเทศที่มีมูลค่าตามราคาภาษีเกิน 200,000 เยน และสัมภาระที่มีมูลค่ารวมเกิน 300,000 เยน ผู้ที่นำเข้าสินค้าจะต้องกรอกข้อมูล เช่น ชื่อสินค้า ปริมาณ และรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชำระภาษีใน “ใบคำขอผ่านพิธีการนำเข้า (ใบชำระภาษี)” และยื่นต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร พร้อมทั้งชำระภาษีที่กำหนด (เรียกวิธีนี้ว่า “วิธีการยื่นคำขอและชำระภาษี” เพื่อประเมินภาษีศุลกากร) โดยปกติแล้ว ใบคำขอนำเข้าจะต้องยื่นโดย “ผู้ที่จะนำเข้าสินค้า” (โดยทั่วไปคือผู้รับสินค้าที่ระบุในใบกำกับสินค้า (Invoice) (หมายเหตุ 3)) แต่สามารถมอบหมายให้บริษัทผู้ให้บริการผ่านพิธีการศุลกากร (หมายเหตุ 4) เป็นตัวแทนยื่นคำขอแทนได้
ในทางกลับกัน สำหรับกรณี “การยื่นคำขอสินค้าที่นำติดตัวหรือส่งแยก” เมื่อเข้าประเทศ และไปรษณีย์ระหว่างประเทศที่มีมูลค่าตามราคาภาษีไม่เกิน 200,000 เยน จะเป็นการชำระภาษีตามที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรคำนวณให้ (เรียกวิธีนี้ว่า “วิธีการประเมินและเก็บภาษี”)
หมายเหตุ 3:
ใบกำกับสินค้า (Invoice) คือ เอกสารที่ระบุชื่อสินค้า ปริมาณ ราคา และข้อมูลอื่น ๆ ที่จัดทำขึ้นในประเทศผู้ส่งออกและลงลายมือชื่อโดยผู้ส่งสินค้า
หมายเหตุ 4:
บริษัทผู้ให้บริการผ่านพิธีการศุลกากร คือ ผู้ที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรให้ประกอบกิจการผ่านพิธีการศุลกากร ทำหน้าที่ยื่นคำขอผ่านพิธีการและการชำระภาษีแทนผู้นำเข้า โดยส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ (Forwarder) การเก็บสินค้า (คลังสินค้า) หรือการขนส่งท่าเรือ
5. กฎหมายที่ต้องระวังเมื่อทำการนำเข้า
สำหรับการนำเข้าเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายทั่วไปโดยทั่วไปแล้ว จะไม่มีข้อกำหนดเรื่องการขออนุญาตหรือแจ้งหน่วยงานล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม หากมีการใช้อนุพันธ์จากพืชหรือสัตว์ในผลิตภัณฑ์นั้น จำเป็นต้องระมัดระวังว่าผลิตภัณฑ์นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการค้าต่างประเทศ (ที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือ CITES) หรือกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์และควบคุมสัตว์ป่าและนกป่าหรือไม่
ตามกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบและควบคุมการผลิตสารเคมี ต้องระมัดระวังว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้สารเคมีชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นสารอันตรายเฉพาะหรือไม่ เพราะอาจไม่สามารถนำเข้าได้
การนำเข้าสินค้าลอกเลียนแบบ เช่น สินค้าแบรนด์เนมปลอม ถือเป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และถูกห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด
นอกจากนี้ สินค้านำเข้าที่มีการแสดงแหล่งกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ หรือแสดงฉลากที่ทำให้เข้าใจผิด อาจไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าโดยกรมศุลกากร ตามมาตรา 71 ของกฎหมายศุลกากร
5.1 การควบคุมการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการค้าต่างประเทศ (กฎหมายการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ)
– ในกรณีที่นำเข้าสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของอนุสัญญาวอชิงตัน (CITES) –
ในกรณีของเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ใช้สัตว์หรือพืชหายากเป็นส่วนประกอบ แม้เพียงบางส่วน ก็ควรตรวจสอบว่าเข้าข่ายเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของอนุสัญญาวอชิงตัน (CITES) หรือไม่ (ตัวอย่างที่อยู่ในข่าย: กระเป๋า, กระเป๋าสตางค์, สายนาฬิกา, เข็มขัด ฯลฯ ที่ทำจากหนังของจระเข้, งู, กิ้งก่า, หรือหนังนกอีมู/ออสตริช)
อนุสัญญาวอชิงตัน (CITES) เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่าจากการสูญพันธุ์ด้วยการควบคุมการค้าระหว่างประเทศ โดยจะแบ่งสัตว์และพืชที่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองออกเป็น ภาคผนวกที่ 1, 2 และ 3 ของอนุสัญญา ซึ่งจะกำหนดข้อจำกัดการนำเข้าไว้แตกต่างกัน
สัตว์ พืช รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปหรืออนุพันธ์ที่ผลิตจากสัตว์หรือพืชที่ถูกระบุในภาคผนวกดังกล่าว หากจะนำเข้า ต้องได้รับการอนุมัติการนำเข้าจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) หรือต้องผ่านการตรวจสอบล่วงหน้า หรือได้รับการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรในขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากร ตามกฎหมายว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการค้าต่างประเทศ
นอกจากนี้ เพื่ออธิบายต่อศุลกากรว่าไม่ใช่สินค้าที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอนุสัญญาวอชิงตัน ควรเตรียมเอกสารประกอบพิธีการศุลกากร เช่น
ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin), อินวอยซ์ ฯลฯ ซึ่งควรระบุข้อมูลต่าง ๆ เช่น
• ชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์หรือพืช (ภาษาละติน)
• ประเทศแหล่งกำเนิด
• แหล่งที่มาของสัตว์หรือพืช (เช่น เป็นฟาร์มที่เพาะเลี้ยง หรือเป็นสัตว์ป่าธรรมชาติ) เป็นต้น
ในกรณีที่เป็นชนิดพันธุ์ที่ระบุไว้ในภาคผนวกที่ 1 ⇒ ต้องได้รับอนุญาตให้นำเข้า
โดยหลักแล้ว การค้าระหว่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าในชนิดพันธุ์ที่ระบุไว้ในภาคผนวกที่ 1 จะถูกห้าม อย่างไรก็ตาม ในกรณีต่อไปนี้ สามารถนำเข้าได้หากได้รับอนุญาตนำเข้า:
• กรณีที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการหรือการวิจัย
• กรณีที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เพาะพันธุ์ขึ้นโดยมนุษย์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า
• กรณีที่ได้มาแต่เดิมก่อนที่สัตว์หรือพืชชนิดนั้นจะอยู่ภายใต้การควบคุมของอนุสัญญา
ขั้นตอนในการนำเข้า:
ต้องยื่นคำขออนุญาตนำเข้า (Import Approval) ต่อกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) โดยแนบเอกสารที่จำเป็น เช่น ใบอนุญาตส่งออก CITES ที่ออกโดยประเทศผู้ส่งออก เป็นต้น
เมื่อได้รับ หนังสืออนุญาตนำเข้า (Import License หรือ I/L) แล้ว ในขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากร ต้องยื่นหนังสืออนุญาตนำเข้า, ใบอนุญาตส่งออก CITES และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้กับศุลกากรเพื่อทำการตรวจสอบ
ในกรณีที่เป็นชนิดพันธุ์ที่ระบุไว้ในภาคผนวกที่ 2 หรือ 3 ⇒ ต้องมีการตรวจสอบล่วงหน้า หรือการตรวจสอบในขั้นตอนพิธีการศุลกากร
▸ การตรวจสอบล่วงหน้า
ในกรณีที่ประเทศต้นทางหรือประเทศที่ส่งออก มีการควบคุมการค้าระหว่างประเทศของชนิดพันธุ์ที่อยู่ในภาคผนวกที่ 2 หรือ 3 อย่างเข้มงวด (เช่น ห้ามส่งออก ฯลฯ) จะต้องยื่นคำร้องขอ "การตรวจสอบล่วงหน้า" ต่อกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) โดยแนบเอกสารที่จำเป็น เช่น ใบอนุญาตส่งออก CITES ที่ออกโดยประเทศผู้ส่งออก และเมื่อได้รับ “หนังสือรับรองการตรวจสอบล่วงหน้า” แล้ว ในขั้นตอนการศุลกากรต้องยื่นหนังสือรับรองการตรวจสอบล่วงหน้า ใบอนุญาตส่งออก CITES และเอกสารอื่น ๆ ต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรเพื่อให้ตรวจสอบ
▸ การตรวจสอบในขั้นตอนพิธีการศุลกากร
ในกรณีของชนิดพันธุ์ในภาคผนวกที่ 2 หรือ 3 ซึ่งไม่เข้าข่ายต้องตรวจสอบล่วงหน้า ขอให้ดำเนินการตรงในขั้นตอนการศุลกากร โดยยื่นใบอนุญาตส่งออก CITES ที่ออกโดยประเทศผู้ส่งออกต่อศุลกากรเพื่อให้ตรวจสอบก่อนอนุญาตให้นำเข้า
■ ติดต่อสอบถาม:
สำนักงานบริหารการค้ากระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม
ฝ่ายบริหารการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า
โทรศัพท์: 03-3501-1723 (สายตรง)
■ ข้อมูลอ้างอิง:
เว็บไซต์กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม
หัวข้อ: การบริหารการค้า > อนุสัญญาวอชิงตัน (CITES)
https://www.meti.go.jp/policy/external_economy/trade_control/02_exandim/06_washington/index.html
5.2 กฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์และการจัดการสัตว์ป่า รวมทั้งความเหมาะสมในการล่าสัตว์ (กฎหมายอนุรักษ์และจัดการสัตว์ป่า)
ตามกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์และการจัดการสัตว์ป่า หากมีการนำเข้าสินค้าที่ทำจากขน หนัง หรือขนนกของสัตว์ป่าที่กำหนดโดยกระทรวงสิ่งแวดล้อม (เช่น ไก่ฟ้าทองแดง (ยามาโดริ) เป็ดแมนดาริน จิ้งจอกแร็กคูน มาร์เทิน พังพอน เป็นต้น) จะต้องยื่นเอกสารรับรองการล่าที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือใบรับรองการอนุญาตส่งออก ที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐบาลประเทศผู้ส่งออกต่อศุลกากรในขั้นตอนการนำเข้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
■ ติดต่อสอบถาม:
กรมสัตว์ป่าและนิเวศวิทยา กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น
ฝ่ายบริหารการอนุรักษ์และจัดการสัตว์ป่า
โทรศัพท์: 03-5521-8285 (สายตรง)
■ ข้อมูลอ้างอิง:
เว็บไซต์กระทรวงสิ่งแวดล้อม (กรมสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ)
หัวข้อ: การอนุรักษ์และจัดการสัตว์ป่านกป่าในธรรมชาติ
https://www.env.go.jp/nature/choju/index.html
5.3 กฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบและควบคุมการผลิต ฯลฯ ของสารเคมี (กฎหมายควบคุมสารเคมี)
– กรณีของผ้า เสื้อผ้า ผ้าม่าน หรือวัสดุปูพื้น ที่ผ่านกระบวนการให้ทำให้ทนไฟ กันน้ำ หรือกันน้ำมัน –
ในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่น ผ้า เสื้อผ้า ผ้าม่าน หรือวัสดุปูพื้น อาจมีการใช้สารเคมีเพื่อวัตถุประสงค์ในการย้อมสี หรือการเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ เช่น ทนไฟ กันน้ำ หรือกันเปื้อน เป็นต้น
สำหรับสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ หรือส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศนั้น จะถูกควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบและควบคุมการผลิต ฯลฯ ของสารเคมี (กฎหมายควบคุมสารเคมี) โดยจะมีข้อกำหนดในการผลิต นำเข้า และใช้งานของสารเหล่านี้ ตามลักษณะของสารเคมีแต่ละประเภท
ในการนำเข้าสินค้า หากสินค้านั้นเข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ระบุใน มาตรา 24 วรรค 1 ของกฎหมายฯ ซึ่งระบุว่า "ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์บางประเภทที่มีการใช้สารเคมีชนิดที่ 1 ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย“ ต้องตรวจสอบว่า ไม่มีการใช้สารเคมีชนิดที่ 1 ซึ่งมีรายการระบุไว้ใน มาตรา 7 ของข้อบังคับการบังคับใช้กฎหมายฯ
ดังนั้น ก่อนนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าว ต้องยืนยันให้แน่ชัดว่า ไม่มีการใช้สารเคมีชนิดที่ 1 ในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สามารถนำเข้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ผลิตภัณฑ์ (สิ่งทอ) ที่ไม่สามารถนำเข้าได้ หากมีการใช้สารเคมีชนิดที่ 1

(แหล่งที่มา) กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น: "เกี่ยวกับขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากรในการนำเข้าสารเคมีตามกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบและควบคุมการผลิต ฯลฯ ของสารเคมี" (ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2024) คัดมาจากภาคผนวก 2
■ หน่วยงานติดต่อสอบถาม:
กรมควบคุมสารเคมี ฝ่ายความปลอดภัยทางสารเคมี
กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคงในอุตสาหกรรม
กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI)
แบบฟอร์มอีเมลสำหรับสอบถาม:
https://mm-enquete-cnt.meti.go.jp/form/pub/kagaku/kannrika_toiawase
■ ข้อมูลอ้างอิง:
เว็บไซต์ของกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น
หัวข้อ: "ขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากรในการนำเข้าสารเคมี"
https://www.meti.go.jp/policy/chemical_management/kasinhou/todoke/import.html
6. สินค้าที่ห้ามนำเข้าตามบทบัญญัติของกฎหมายศุลกากร
ตามกฎหมายศุลกากร กำหนดให้สินค้าที่ “ห้ามนำเข้า” ได้แก่ สินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร สิทธิการออกแบบประดิษฐ์ สิทธิบัตรการออกแบบ สิทธิบัตรเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ สิทธิในการใช้แผงวงจร รวมถึงสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช
นอกจากนี้ ยังห้ามนำเข้าสินค้าที่ก่อให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่รู้จักดีตามกฎหมายป้องกันการแข่งขันไม่เป็นธรรม สินค้าที่แอบอ้างใช้เครื่องหมายที่มีชื่อเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต สินค้าที่ลอกเลียนแบบรูปลักษณ์ของสินค้า และสินค้าที่ละเมิดความลับทางการค้า ตามมาตรา 69-11 แห่งกฎหมายศุลกากร
สินค้าที่ใช้ชื่อแบรนด์ โลโก้ ตัวคาแรคเตอร์ หรือเทคโนโลยีที่ได้รับการคุ้มครองในญี่ปุ่น โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือสินค้าที่ลอกเลียนแบบดีไซน์เหล่านี้ จะไม่สามารถนำเข้าได้
เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น หน่วยงานศุลกากรทั่วประเทศจะดำเนินการควบคุมการนำเข้าในขั้นตอนที่เรียกว่า “การควบคุม ณ จุดผ่านแดน” (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "Waterfront Enforcement") หากศุลกากรพบว่าสินค้าที่นำเข้าอาจต้องสงสัยว่า เข้าข่ายละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ก็จะทำการระงับขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากรไว้ก่อน และเริ่มกระบวนการตรวจสอบ โดยศุลกากรจะส่ง “หนังสือแจ้งเริ่มต้นกระบวนการตรวจสอบ” ไปยังทั้งผู้ถือสิทธิและผู้นำเข้า เพื่อขอความคิดเห็นและพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่าย
หลังจากนั้น ศุลกากรจะพิจารณาและตัดสินว่าควรอนุญาตให้นำเข้าสินค้าหรือไม่ ภายในกรอบระยะเวลาประมาณ 1 เดือน หากสินค้านั้นถูกวินิจฉัยว่าเป็นสินค้าที่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา จะไม่สามารถนำเข้าได้ และจะถูกริบหรือดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสม
สถานการณ์การสั่งระงับการนำเข้าสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ตามข้อมูลจากกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ในปี 2566 มีการสั่งระงับการนำเข้าสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด 31,666 กรณี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 17.5 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยประมาณร้อยละ 80 ของสินค้าที่ถูกระงับมาจากประเทศจีน และเมื่อแยกตามประเภทสิทธิ พบว่า
• สินค้าที่ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า เช่น สินค้าปลอมแบรนด์ มีจำนวน 30,448 กรณี (คิดเป็นร้อยละ 95.5)
• ตามมาด้วยสินค้าเลียนแบบตัวคาแรคเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 863 กรณี (ร้อยละ 2.7)
ในด้านประเภทสินค้า เสื้อผ้าเป็นสินค้าที่ถูกสั่งระงับมากที่สุด ตามด้วย กระเป๋า (เช่น กระเป๋าถือและกระเป๋าสตางค์) และรองเท้า นอกจากนี้ เกือบร้อยละ 90 ของการขนส่งสินค้าเหล่านี้เป็นแบบไปรษณีย์
ธุรกิจนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าและของใช้แฟชั่น ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ต่อความเสี่ยงในการนำเข้าสินค้าที่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ของเลียนแบบหรือของปลอม
ที่มา:
เว็บไซต์ศุลกากรญี่ปุ่น
หัวข้อ: “การควบคุมสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น สินค้าลอกเลียนแบบ)”
https://www.mof.go.jp/policy/customs_tariff/trade/safe_society/chiteki/cy2023/index.html
สามารถดูข้อมูลสถิติ รายงาน และมาตรการล่าสุดเกี่ยวกับการตรวจสอบและควบคุมสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในปี 2566 ได้จากลิงก์นี้ โดยเป็นข้อมูลจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่น (MOF)
เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
หากมีแผนจะนำเข้าสินค้า เช่น เสื้อผ้า หรือ เครื่องประดับแฟชั่น ควรเริ่มจากการตรวจสอบเกี่ยวกับสิทธิใน เครื่องหมายการค้า (แบรนด์ โลโก้ ฯลฯ) ก่อนเป็นอันดับแรก โดยสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนดังนี้:
1. ตรวจสอบว่าเครื่องหมายการค้าที่ใช้บนสินค้า เช่น ชื่อแบรนด์ โลโก้ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ นั้น ได้จดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ และการใช้ในครั้งนี้อยู่ในขอบเขตสิทธิของเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่
→ สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์
J-PlatPat (แพลตฟอร์มข้อมูลสิทธิบัตรของญี่ปุ่น) ที่ดำเนินการโดย INPIT
https://www.j-platpat.inpit.go.jp/web/all/top/BTmTopPage
2. หากมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
สิทธิในการใช้เครื่องหมายนั้น ในญี่ปุ่นเป็นของเจ้าของสิทธิเพียงผู้เดียว หากสินค้าที่นำเข้ามา ผลิตและจำหน่ายโดยบริษัทที่ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของสิทธินั้น จะไม่สามารถวางจำหน่ายสินค้าเหล่านั้นในญี่ปุ่นได้ หากยังมีเครื่องหมายการค้าติดอยู่บนตัวสินค้า จำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม หากมีการนำเข้าสินค้าจากเจ้าของสิทธิแท้จริงผ่านการนำเข้าแบบขนาน ควรพิจารณาว่าเป็นไปตาม 3 เงื่อนไขที่ศาลสูงสุดของญี่ปุ่นกำหนดไว้หรือไม่
3. หากไม่พบการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในญี่ปุ่น
โดยทั่วไปแล้วจะไม่มีความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า แต่ต้องระวังในสิทธิประเภทอื่น ๆ ด้วย เช่น
• สิทธิในแบบผลิตภัณฑ์ (Design) – เช่น รูปทรงและลวดลายของสินค้า
• ลิขสิทธิ์ (Copyright) – เช่น ตัวคาแรคเตอร์หรือลวดลายลิขสิทธิ์
• พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม –เช่น การลอกเลียนรูปลักษณ์สินค้า หรือการใช้ชื่อ/รูปแบบที่ชวนให้สับสนกับของแท้
หมายเหตุเพิ่มเติม:
การตรวจสอบสิทธิในเครื่องหมายการค้า หรือการพิจารณาความเสี่ยงในการนำเข้า อาจมีค่าใช้จ่าย แต่สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น ทนายความ หรือทนายสิทธิบัตร เพื่อให้คำแนะนำทางกฎหมายที่เหมาะสม
7. กฎหมายที่ควรระมัดระวังเมื่อวางจำหน่ายสินค้า
เมื่อมีการจำหน่ายเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายบางประเภท อาจอยู่ภายใต้ข้อบังคับตามกฎหมายภายในประเทศ เช่น เรื่องการแสดงข้อมูลสินค้า หรือการมีสารที่เป็นอันตรายปนเปื้อน นอกจากนี้ หากมีการขายออนไลน์หรือ mail order จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางการค้าเฉพาะทาง
สำหรับบรรจุภัณฑ์สินค้า จะต้องมีการแสดงเครื่องหมายตามที่กำหนดไว้ใน กฎหมายส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
7.1 กฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือนที่มีสารอันตราย
- กรณีจำหน่ายผลิตภัณฑ์สิ่งทอและผลิตภัณฑ์หนัง -
กฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือนที่มีสารอันตราย จะมีการกำหนดสารเคมีที่จัดว่าเป็น "สารอันตราย" และระบุประเภทของผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนที่ต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับตามสารแต่ละชนิดนั้น โดยจะมีการกำหนดเกณฑ์สำหรับปริมาณที่มีอยู่ ปริมาณที่ละลายออก หรือปริมาณที่ระเหยออกจากผลิตภัณฑ์ ดังนั้นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน มีหน้าที่ต้องเข้าใจผลกระทบต่อสุขภาพของสารที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ และต้องดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค (ตามมาตรา 3: หน้าที่ของผู้ประกอบการ)
แม้ว่ากฎหมายนี้ จะไม่ได้กำหนดให้ต้องมีการตรวจสอบล่วงหน้าหรือรับการตรวจอนุมัติ ว่าสารอันตรายนั้นต่ำกว่าค่าที่กำหนดหรือไม่ แต่ตามมาตรา 5 ห้ามไม่ให้จำหน่าย หรือจัดวางเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ดังนั้น ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
วิธีการตรวจสอบ ที่สามารถดำเนินการได้ เช่น:
(หมายเหตุ) วิธีการตรวจสอบข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ไม่ได้จำกัดวิธีการเพียงเท่านี้
หากมีความเป็นไปได้ที่ผู้บริโภคจะได้รับอันตรายต่อสุขภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการ หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจสั่งให้ดำเนินตามมาตรการที่จำเป็น เช่น การเรียกคืนผลิตภัณฑ์
แม้ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนหรือสารอันตรายไม่ได้อยู่ในรายการควบคุม ก็สามารถมีคำสั่งให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้ หากเกิดความเสียหายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง
ในกรณีสินค้าเสื้อผ้า ต้องให้ความระมัดระวังเกี่ยวกับปริมาณฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งมักใช้เป็นสารเคมีในการตกแต่งเนื้อผ้า เช่น ป้องกันการหดตัว หรือกันยับ โดยเฉพาะในกรณีของ สิ่งทอสำหรับทารกอายุต่ำกว่า 24 เดือน จะต้องไม่ตรวจพบฟอร์มาลดีไฮด์ตามวิธีการทดสอบที่กำหนดไว้
สำหรับเสื้อผ้าสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ จะมีแนวทางการควบคุมภายในอุตสาหกรรมตามคำแนะนำของกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (ตามประกาศของอธิบดีกรมสิ่งทอและเครื่องใช้กระทรวงการค้าอุตสาหกรรม ลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 เลขที่ 47 Senikyoku No. 569) โดยกำหนดว่า:
• เสื้อชั้นนอก: ต้องมีฟอร์มาลดีไฮด์ไม่เกิน 1,000 ppm
• เสื้อชั้นใน: ต้องมีฟอร์มาลดีไฮด์ไม่เกิน 300 ppm
■ หน่วยงานติดต่อสอบถาม:
กรมควบคุมยาและเวชภัณฑ์ ฝ่ายมาตรการความปลอดภัยด้านสารเคมี
กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ
โทรศัพท์: 03-3595-2298 (สายตรง)
■ ข้อมูลอ้างอิง:
เว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ
หัวข้อ: กฎระเบียบการจัดการสารเคมีในสิ่งแวดล้อมชีวิตประจำวันและมาตรการด้านความปลอดภัย > มาตรการความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน
https://www.mhlw.go.jp/stf/seisakunitsuite/bunya/hokabunya/katei.html
7.2 การแสดงฉลากตามกฎหมายว่าด้วยการแสดงคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือน
กฎหมายว่าด้วยการแสดงคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือน เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าแก่ผู้บริโภค โดยจะกำหนด “ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนที่จำเป็นต้องมีการแสดงฉลากคุณภาพ” และระบุรายการข้อมูลที่ต้องแสดง รวมถึงข้อกำหนดในการแสดงฉลากสำหรับสินค้าประเภทต่างๆ หากจำหน่ายสินค้าที่อยู่ในรายการสินค้าที่กำหนด และแม้จะเป็นสินค้านำเข้าก็ตามก็ต้องแสดงฉลากตามข้อบังคับ
รายละเอียดของรายการที่ต้องแสดงบนฉลากสำหรับสินค้าที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายนี้ถูกกำหนดไว้ใน:
• ข้อบังคับการแสดงฉลากคุณภาพของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
• ข้อบังคับการแสดงฉลากคุณภาพของสินค้าอุตสาหกรรมเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous Manufactured Goods Quality Regulation)
การแสดงฉลากจะต้องดำเนินการโดย ผู้ประกอบการที่มีฐานธุรกิจอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอาจเป็นผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้แสดงฉลาก
(หมายเหตุ) “ผู้แสดงฉลาก” หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากผู้ผลิต (หรือนำเข้า) หรือจากผู้จำหน่าย ให้ดำเนินการแสดงฉลากแทน
สินค้าที่อยู่ในขอบเขตที่ต้องแสดงฉลาก
สินค้าที่ใช้ในเชิงธุรกิจ (เช่น ใช้ในโรงแรม ร้านอาหาร) หรือสินค้าที่ไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่าย (เช่น ของแถม ของแจก) จะไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายนี้ แต่หากสินค้าเหล่านั้น มีความเป็นไปได้ว่าจะจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั่วไป จำเป็นต้องมีการแสดงฉลากตามข้อกำหนด
ข้อกำหนดในการแสดงฉลากผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า
มีการกำหนดให้ต้องแสดงฉลากตามแต่ละประเภทสินค้า
และมีการกำหนดไว้ว่า “ส่วนประกอบของเส้นใย” และ “ชื่อและข้อมูลติดต่อของผู้แสดงฉลาก” เป็นสิ่งที่ต้องระบุไว้ในผลิตภัณฑ์สิ่งทอทุกประเภทที่อยู่ในขอบเขตที่กำหนด
องค์ประกอบของเส้นใย
วิธีการดูแลรักษาในการซักล้างภายในครัวเรือน (สัญลักษณ์การซักล้าง)
•การใช้สัญลักษณ์และวิธีการแสดงเกี่ยวกับการดูแลรักษาผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (JIS) "JIS L0001" ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐานสากล ISO 3758 (ฉลากดูแลรักษาสิ่งทอ)
•วิธีการดูแลรักษาประกอบด้วยสัญลักษณ์พื้นฐาน 5 ประเภท ได้แก่
1. สัญลักษณ์การซัก 2. สัญลักษณ์การฟอกขาว 3. สัญลักษณ์การอบแห้ง 4. สัญลักษณ์การรีด 5. สัญลักษณ์การซักแห้ง และสัญลักษณ์เพิ่มเติม 4 ประเภท ได้แก่
6. สัญลักษณ์สำหรับการดูแลรักษาที่อ่อนโยน 7. สัญลักษณ์สำหรับการดูแลรักษาที่อ่อนโยนมาก 8. สัญลักษณ์แสดงอุณหภูมิที่เหมาะสม 9. สัญลักษณ์ห้ามทำการใดๆ เช่น ห้ามซัก ห้ามรีด เป็นต้น
คุณสมบัติการกันน้ำ (การไม่ดูดซึมน้ำ)
ชื่อของผู้แสดงฉลาก (ชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล) และข้อมูลติดต่อ (ที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์)
วิธีการแสดงฉลาก

(ที่มา) สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคญี่ปุ่น “คู่มือกฎหมายการแสดงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน”
คำถามที่พบบ่อย
Q1. สำหรับสินค้านำเข้า สามารถแสดงข้อมูลเป็นภาษาต่างประเทศได้หรือไม่?
A. ในกรณีที่มีการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคทั่วไปภายในประเทศญี่ปุ่น การแสดงข้อมูลตามกฎหมายว่าด้วยการแสดงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน จำเป็นต้องแสดงเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น
Q2. กรณีที่สัญลักษณ์การซักบนเสื้อผ้านำเข้าไม่ตรงกับสัญลักษณ์ที่กำหนดในมาตรฐาน JIS สามารถจำหน่ายได้หรือไม่?
A. เมื่อจำหน่ายเสื้อผ้าในประเทศญี่ปุ่น ต้องแสดงสัญลักษณ์การซักที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน JIS L0001 ดังนั้นก่อนจำหน่าย ต้องแก้ไขการแสดงสัญลักษณ์บนเสื้อผ้านำเข้าให้ถูกต้องตามมาตรฐานก่อน
Q3.กรณีที่การแสดงสัญลักษณ์การซักบนผ้าพันคอหรือผ้าคลุมไหล่ สามารถใช้สติ๊กเกอร์แทนการเย็บติดได้ในกรณีใดบ้าง?
A. ในกรณีที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่บอบบาง ซึ่งอาจเสียหายได้หากมีการเย็บติดฉลาก
Q4. เสื้อผ้ามือสองจำเป็นต้องแสดงฉลากตามกฎหมายว่าด้วยการแสดงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนด้วยหรือไม่?
A. สำหรับเสื้อผ้ามือสอง (ยกเว้นของเก่าโบราณหรือของศิลปะ) จำเป็นต้องแสดงฉลากคุณภาพเช่นเดียวกับเสื้อผ้าใหม่ ตามกฎหมายว่าด้วยการแสดงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน แต่หากผู้จำหน่ายสามารถแสดงได้ว่า เป็นเสื้อผ้ามือสอง พร้อมทั้งแจ้งว่าไม่สามารถระบุส่วนประกอบของเส้นใยได้อย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาและสำรวจแล้วพบว่า ผู้บริโภคไม่ประสบปัญหาในการรับรู้ข้อมูลคุณภาพสินค้าขณะซื้อขาย กรณีนี้ สามารถยกเว้นและจะไม่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหาเกี่ยวกับการซักหรือการทำความสะอาด ควรแสดงคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานและวิธีดูแลรักษา เช่น วิธีการซักในครัวเรือน ให้ครบถ้วนเท่าที่จะทำได้
(ที่มา)
Q1–3: คัดลอกจากเว็บไซต์สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคญี่ปุ่น (Consumer Affairs Agency) https://www.caa.go.jp/policies/policy/representation/household_goods/faq
Q4: ดัดแปลงจากเอกสารซึ่งจัดทำโดยฝ่ายนโยบายการแสดงฉลากของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคญี่ปุ่น
โครงการและกิจกรรมการส่งเสริมการส่งออกสินค้าประเภทสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ผ่านมา
การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Fashion World Tokyo (Sustainable Fashion Expo)
ปี 2563 ปี 2566 และปี 2568



8. บทสรุป
ตลาดค้าปลีกเครื่องนุ่งห่มภายในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงหลังการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มีการขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยปีละประมาณ 2-3% โดยช่องทางจำหน่ายทั้งในร้านค้าจริง เช่น ห้างสรรพสินค้าหรือสาขาต่างๆ ของร้านจำหน่ายเสื้อผ้าโดยเฉพาะ และร้านค้าออนไลน์มียอดจำหน่ายฟื้นตัวอย่างชัดเจน ในระยะยาว ตลาดเครื่องนุ่งห่มคาดว่าจะค่อยๆ ขยายตัวลดลงเนื่องจากโครงสร้างประชากรที่มีการเกิดน้อยลงและการเข้าสู่สังคมสูงอายุ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันราคาต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูง ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และค่าแรงที่ ทำให้มูลค่าตลาดยังคงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ อาจมีความเป็นไปได้ที่ตลาดขยายตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากแนวโน้มการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานยังดำเนินต่อไป เพราะจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายต่อคนในการบริโภคสินค้าเครื่องนุ่งห่ม และอาจส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในสินค้าเครื่องนุ่งห่มเพิ่มสูงขึ้น
ประเทศญี่ปุ่นผลิตสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่มน้อยมากและต้องพึ่งพาการนำเข้าถึงเกือบ 100% ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศจีน แต่ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด และนำเข้าจากประเทศเวียดนามมากขึ้น โดยในปี 2566 นำเข้าจากประเทศไทยมากเป็นอันดับ 8 มีมูลค่าการนำเข้า 759 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าในการนำเข้าเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายทั่วไปโดยทั่วไปแล้ว จะไม่มีข้อกำหนดเรื่องการขออนุญาตหรือแจ้งหน่วยงานล่วงหน้า แต่ควรศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการค้าต่างประเทศ (ที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือ CITES) หรือกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์และควบคุมสัตว์ป่าและนกป่า กฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือนที่มีสารอันตราย กฎหมายว่าด้วยการแสดงคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายศุลกากรที่มีการกำหนดให้สินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้าประเทศญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้ดีก่อนการนำเข้าและจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น
ที่มาข้อมูล
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว
กันยายน 2568