fb
งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ INTERPACK 2026

งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ INTERPACK 2026

โดย
praewas@ditp.go.th
ลงเมื่อ 20 พฤษภาคม 2569 14:15
สคต. ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) (TTC, Frankfurt (Germany))
10

                   งานแสดงสินค้า INTERPACK เป็นงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ระดับโลก ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 – 13 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี และจัดขึ้นทุก 3 ปี งานนี้รวบรวมบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักร บรรจุภัณฑ์ วัสดุ และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง และสินค้าอุปโภคบริโภค มีบริษัทเข้าร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 2866 บริษัท จาก 55 ประเทศ และผู้เข้าชมงานประมาณ 170,899 ราย จากหลากหลายประเทศทั่วโลก

                 ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี การผลิตเครื่องจักรสำหรับอาหารและบรรจุภัณฑ์ในเยอรมนีเติบโตขึ้นร้อยละ 4.9 ในปี 2568 หรือเกือบ 17 พันล้านยูโร โดยเฉพาะเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีมูลค่าการผลิตเพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่าการค้าประมาณ 9 พันล้านยูโร ในด้านส่วนแบ่งตลาดของวัสดุที่ทำมาใช้ แบ่งเป็น บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบยืดหยุ่นและแบบแข็ง ที่ยังคงครองส่วนแบ่งใหญ่ที่สุด โดยมีสัดส่วนรวมกันร้อยละ 65 โดยเน้นการรีไซเคิลได้และลดการใช้วัสดุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้วัสดุชีวภาพและวัสดุรีไซเคิลสำหรับบรรจุภัณฑ์และฉลากแบบยืดหยุ่น บรรจุภัณฑ์กระดาษและกระดาษแข็งมีส่วนแบ่งการตลาดโลกประมาณร้อยละ 16 สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ในส่วนของบรรจุภัณฑ์โลหะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระป๋องและระบบการผลิตกระป๋องนั้น ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ร้อยละ 12 โดยความต้องการระบบสายการผลิตกระป๋องแบบครบวงจรยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง

 ในงาน INTERPACK 2026 หัวข้อสำคัญสามประเด็นจะเน้นย้ำถึงความท้าทายและโอกาสสำคัญสำหรับอุตสาหกรรม และแสดงให้เห็นว่าบริษัทต่างๆจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ 

  1. Smart Manufacturing – อนาคตของระบบบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ

                     แนวโน้มสำคัญคือการเปลี่ยนโรงงานแบบเดิมไปสู่ “Smart Factory” หรือโรงงานอัจฉริยะที่ใช้ระบบอัตโนมัติ AI และการเชื่อมต่อข้อมูลเข้ามาบริหารจัดการการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ เครื่องจักรและระบบต่าง ๆ สามารถสื่อสารกันได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ควบคุมการผลิตได้แม่นยำมากขึ้น ลดความผิดพลาด และลดต้นทุน   ด้านพลังงานและวัตถุดิบ เทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ได้แก่ ระบบควบคุมที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI-supported Control Systems), หุ่นยนต์ (Robotics), ระบบอัตโนมัติ (Automation), ระบบไซเบอร์-กายภาพ (Cyber-physical Systems) และ การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ซึ่งจะถูกนำมาใช้มากขึ้นในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และเภสัชกรรม

นอกจากนี้ Smart Manufacturing ยังช่วยตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน เนื่องจากระบบ AI สามารถวิเคราะห์และปรับกระบวนการผลิตให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การลดความหนาของฟิล์มบรรจุภัณฑ์โดยยังคงคุณภาพสินค้า หรือการคาดการณ์การซ่อมบำรุงเครื่องจักรล่วงหน้าเพื่อลด Downtime ส่งผลให้สินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล และเครื่องจักรอัจฉริยะ มีแนวโน้มเติบโตสูงในตลาดโลก

  1. Innovative Materials – วัสดุนวัตกรรมสำหรับบรรจุภัณฑ์

วัสดุนวัตกรรมสำหรับบรรจุภัณฑ์ ถือเป็นอีกแนวโน้มสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคและภาครัฐทั่วโลกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน อนาคตของวัสดุบรรจุภัณฑ์จึงมุ่งเน้นการลดการใช้พลาสติกแบบเดิม และพัฒนาวัสดุที่สามารถรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ง่ายมากขึ้น INTERPACK 2026 ให้ความสำคัญกับวัสดุประเภท บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกหรือวัสดุประเภทเดียวกัน (Monomaterial), วัสดุชีวภาพ (Bio-based Materials), บรรจุภัณฑ์จากเส้นใย (Fibre-based Packaging) และสารเคลือบผิวอัจฉริยะ (Intelligent Coatings) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องสินค้าและยืดอายุการเก็บรักษา ขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้จำกัดด้านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนในแง่ของอายุการเก็บรักษา การปกป้องผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารแบรนด์ด้วยทำให้สินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนมีศักยภาพทางการตลาดสูง โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิลง่าย หรือผลิตจากวัสดุชีวภาพ เช่น เซลลูโลส กระดาษเคลือบพิเศษ หรือพลาสติกชีวภาพ นอกจากนี้ การออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ Design for Recycling จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก เพราะช่วยลดต้นทุนด้านการจัดการขยะและตอบสนองนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของหลายประเทศ

  1. Future Skills – ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์

แม้เทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้น แต่การขาดแคลนแรงงานและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเป็นความท้าทายสำคัญของภาคการผลิตในอนาคต ตลาดแรงงานต้องการทักษะใหม่ เช่น ความรู้ด้าน AI, Data Analytics, การทำงานร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Systems), รวมถึงความรู้ด้านความยั่งยืนและ Circular Economy อุตสาหกรรมควรเริ่มลงทุนในด้านการพัฒนาทักษะของบุคลากร ทั้งผ่านการอบรม การใช้ VR/AR ในการเรียนรู้ และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหรือสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างแรงงานที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวโน้มนี้ทำให้ธุรกิจด้านการฝึกอบรม เทคโนโลยีการศึกษา และระบบ Human-Machine Interface มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย

                     โดยสรุป INTERPACK 2026 แสดงให้เห็นว่า สินค้าและเทคโนโลยีที่มีศักยภาพทางการตลาดในปีต่อไป จะเป็นกลุ่มที่ตอบโจทย์ “ความยั่งยืน ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล” ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรอัจฉริยะ ระบบ AI สำหรับโรงงาน วัสดุบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ ขณะเดียวกันองค์กรที่สามารถพัฒนาบุคลากรให้มี Future Skills ได้รวดเร็ว จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้ดีกว่าในอนาคต

Share :
Instagram