fb
อินเดียเร่งเครื่องเศรษฐกิจสุขภาพ บูรณาการการแพทย์–ท่องเที่ยว–วิจัย สร้างระบบนิเวศชีวเภสัชครบวงจร

อินเดียเร่งเครื่องเศรษฐกิจสุขภาพ บูรณาการการแพทย์–ท่องเที่ยว–วิจัย สร้างระบบนิเวศชีวเภสัชครบวงจร

โดย
Chalotorn
ลงเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2569 17:00
สคต. ณ เมืองมุมไบ (อินเดีย) (TTC, Mumbai (India))
1

                   ภายใต้กรอบงบประมาณสหภาพ (Union Budget) ประจำปี 2569 รัฐบาลอินเดียได้เสนอแผนพัฒนาศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism Hubs) จำนวน 5 แห่ง เพื่อเสริมสร้างสถานะของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการดูแลสุขภาพระดับโลก มาตรการดังกล่าว ซึ่งประกาศโดยนางนิรมลา สิธารามัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดผู้ป่วยจากต่างประเทศ โดยการบูรณาการโรงพยาบาลมาตรฐานสากล บริการด้านการโรงแรม ศูนย์สุขภาวะ (wellness centres) และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวไว้ภายในพื้นที่เป้าหมายอย่างเป็นระบบ
                  นโยบายดังกล่าวมุ่งเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะบุคลากร และการเพิ่มคุณภาพการให้บริการ เพื่อรองรับผู้ป่วยชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายเชื่อมโยงภาคการแพทย์เข้ากับภาคการท่องเที่ยวอย่างบูรณาการ เพื่อสร้างประสบการณ์แบบองค์รวมแก่ผู้รับบริการ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมการพักผ่อนเชิงสันทนาการ

medi tourism.jpg


           การประกาศนโยบายดังกล่าวได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งปรับตัวในทิศทางที่ดี สะท้อนความคาดหวังต่อการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังระบุเพิ่มเติมว่า ศูนย์กลางดังกล่าวจะได้รับการพัฒนาในลักษณะ “ศูนย์บูรณาการ” (Integrated Centres) ซึ่งครอบคลุมทั้งสถานพยาบาล สถาบันการศึกษา และศูนย์วิจัยทางการแพทย์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพเชิงระบบของอินเดียในการดึงดูดผู้ป่วยนานาชาติ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลกอย่างยั่งยืน

medi tourism -2.jpg


             นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประกาศจัดตั้งโครงการ “Biopharma Shakti” วงเงินงบประมาณ 10,000 ล้านรูปี (ประมาณ 1,102.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอินเดียในการผลิตยาชีววัตถุ (Biologics) และยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars) ซึ่งเป็นกลุ่มยาขั้นสูงที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่ออุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่
ภายใต้กรอบนโยบายดังกล่าว รัฐบาลมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวเภสัชกรรม (Biopharmaceutical Ecosystem) อย่างครบวงจร ผ่านการจัดตั้งสถาบันการศึกษาและวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ระดับชาติ (National Institutes of Pharmaceutical Education and Research: NIPERs) แห่งใหม่จำนวน 3 แห่ง ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพของสถาบันที่มีอยู่เดิมอีก 7 แห่ง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตกำลังคนเฉพาะทางในสาขาชีวเภสัชกรรม 
            ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภาคสาธารณสุข อุตสาหกรรมเภสัชกรรม และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของอินเดีย ตลอดจนยกระดับสถานะของประเทศสู่การเป็นผู้นำระดับโลกในสาขาดังกล่าวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ข้อมูลเพิ่มเติม
              1. การบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานและนโยบาย One India Visa เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ :รัฐบาลกลางอินเดียได้มอบหมายให้ สภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (NITI Aayog) ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยว จัดทำกรอบยุทธศาสตร์การบริหารจัดการศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hubs) โดยเน้นการสร้าง "ระเบียงเศรษฐกิจสุขภาพ" (Health Economic Corridors) ที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนหลักของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการประสานงานกับ กระทรวงมหาดไทย (MHA) ในการขยายผลนโยบาย "Ayush Visa" และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบ e-Medical Visa เพื่ออำนวยความสะดวกแบบไร้รอยต่อ (Seamless Integration) ซึ่งตั้งเป้าให้ศูนย์กลางทั้ง 5 แห่งนี้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านสุขภาพ (Special Health Zones) ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการอนุมัติใบอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จ (Single Window Clearance) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับไฮเอนด์                                          2. มาตรการทางภาษีและนโยบายด้านยาและเภสัชภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซับซ้อน ในส่วนของกรมสรรพากร ภายใต้กระทรวงการคลัง ได้มีคำสั่งประกาศยกเว้น ภาษีศุลกากรพื้นฐาน (Basic Customs Duty - BCD) สำหรับยารักษามะเร็งจำนวน 17 ชนิด เช่น Ribociclib และ Abemaciclib เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมทั้งขยายสิทธิประโยชน์นี้ไปยังกลุ่มโรคหายาก (Rare Diseases) เพิ่มเติมอีก 7 โรค นอกจากนี้ รัฐบาลยังเปิดตัวโครงการ "Biopharma SHAKTI" ด้วยงบประมาณ 1,102.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนสถาบันวิจัยยาแห่งชาติ (NIPER) และสร้างเครือข่ายศูนย์ทดลองทางคลินิกกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตยาชีววัตถุ (Biologics) ภายในประเทศ เพื่อความยั่งยืนทางการแพทย์ตามนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยาของรัฐบาลกลาง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
               1.การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข: การจัดตั้งศูนย์บูรณาการที่ผสานสถานพยาบาล สถาบันการศึกษา และศูนย์วิจัยเข้าด้วยกัน จะส่งผลให้คุณภาพการให้บริการทางการแพทย์โดยรวมได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและบริการทางการแพทย์ขั้นสูงในระดับมาตรฐานสากล
                2.การเติบโตของอุตสาหกรรมชีวเภสัชภายในประเทศ: โครงการ “Biopharma Shakti” จะมีส่วนสนับสนุนการผลิตยาชีววัตถุ (Biologics) และยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars) ภายในประเทศ ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า เสริมสร้างความมั่นคงทางยา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมเภสัชกรรมอินเดียในตลาดโลก
                  3.ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ในการพัฒนา: แม้มาตรการดังกล่าวจะส่งเสริมการเติบโตเชิงโครงสร้าง แต่ประโยชน์จากการจัดตั้งศูนย์การแพทย์อาจกระจุกตัวอยู่ในบางภูมิภาคที่ได้รับการคัดเลือก ส่งผลให้ช่องว่างการพัฒนาระหว่างพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงกับพื้นที่ที่พัฒนาน้อยกว่ายังคงขยายตัว หากปราศจากมาตรการกระจายผลประโยชน์อย่างสมดุล
ข้อคิดเห็น
                 1.เดือนกุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลอินเดียยังมิได้เปิดเผยรายชื่อหรือที่ตั้งอย่างเป็นทางการของศูนย์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั้ง 5 แห่ง อย่างไรก็ดี จากกรอบนโยบายสามารถประเมินได้ว่า การคัดเลือกพื้นที่จะพิจารณาจากเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ระดับตติยภูมิและโรงพยาบาลมาตรฐานสากล มีสนามบินนานาชาติและศักยภาพด้านการท่องเที่ยว รองรับผู้ป่วยต่างชาติ รวมทั้งมีฐานอุตสาหกรรมเภสัชกรรมหรือชีวเทคโนโลยี และความพร้อมด้านการศึกษา–วิจัยทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศชีวเภสัชและการยกระดับสถาบันที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ 
                  2.สำหรับปี 2568 (เดือนมกราคม–พฤศจิกายน) อินเดียมีการนำเข้าสินค้ากลุ่มอุปกรณ์การแพทย์ประเภทเข็มทางการแพทย์ สายสวน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง (พิกัด 901839) รวมมูลค่า 356.81 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 6.97 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ตามลำดับ ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 12 มีมูลค่าการนำเข้า 8.80 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.47 ของการนำเข้าทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การนำเข้าจากไทยหดตัวร้อยละ 49.23 สะท้อนถึงการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดสาธารณสุข ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสนี้ศึกษาช่องทางและโอกาสที่สอดรับต่อความจำเป็นในการยกระดับศักยภาพด้านคุณภาพ มาตรฐาน และเครือข่ายการตลาดในศูนย์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั้ง 5 แห่ง เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในอินเดียต่อไป 


ที่มา: 1.  https://economictimes.indiatimes.com/industry/services/travel/budget-2026-finance-minister-proposes-5-medical-tourism-hubs/articleshow/127836087.cms 
2.https://timesofindia.indiatimes.com/business/india-business/union-budget-2026-govt-waives-customs-duty-on-cancer-and-rare-disease-drugs-key-health-sector-updates/articleshow/127836448.cms
 

Share :
Instagram