
ในห้วงปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในสภาวะที่ นาง Kristalina Georgieva ผู้อำนวยการ IMF นิยามว่าเป็นการเผชิญกับ "การเปลี่ยนแปลงเชิงลึก" ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่น (Resilience) ที่โดดเด่น โดยสามารถรักษาเสถียรภาพและการเติบโตไว้ได้ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง บทวิเคราะห์นี้จะสำรวจถึงปัจจัยที่ทำให้ยูเออี กลายเป็น "โมเดลแห่งการปฏิรูป" และ "พื้นที่ปลอดภัย" สำหรับการค้า/การลงทุนระดับโลก
1) การกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจ (Diversification) และชัยชนะของภาคที่ไม่ใช่น้ำมัน
1.1 สถิติที่น่าสนใจและการทำลายสถิติใหม่
ความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุดของ ยูเออี คือการลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันดิบ โดยในปี 2568 รายได้จาก เศรษฐกิจนอกเหนือจากภาคน้ำมัน (Non-oil Economy) พุ่งสูงถึงร้อยละ 80 ของรายได้รวมทั้งหมด นอกจากนี้ มูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่ไม่ใช่น้ำมันยังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการทะลุหลัก 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สิ่งนี้สะท้อนว่ายูเออี ไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกพลังงานอีกต่อไป แต่เป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของโลกอย่างแท้จริง
IMF ได้ยกย่องยูเออี ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประยุกต์ใช้ AI ในโครงสร้างพื้นฐานและบริการภาครัฐไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มทุนเทคโนโลยีระดับโลก การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลนี้เองที่เป็นเกราะป้องกัน (Buffer) เมื่อราคาพลังงานโลกมีความผันผวน
นาย Maurice Gravier จาก Emirates NBD Wealth Management เปรียบเทียบตำแหน่งของยูเออี ว่าคล้ายคลึงกับสวิตเซอร์แลนด์ในยุโรป ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน แต่ยูเออี นั้นเลือกใช้แนวทาง "ความเป็นกลางเชิงรุก" (Active Neutrality) โดยการประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้ใช้พื้นที่ของตน ในการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน
แม้จะมีความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือและน่านฟ้า แต่จุดยืนทางการทูตที่ชัดเจน ช่วยให้ยูเออีรักษาภาพลักษณ์ Safe Haven สำหรับนักลงทุนการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยตรงทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น การท่องเที่ยวและการเงิน ยังคงเดินหน้าต่อไปได้แม้จะมีการระงับเที่ยวบินในพื้นที่ข้างเคียงก็ตาม
ความแข็งแกร่งของยูเออี ส่วนหนึ่งมาจากวินัยทางการคลัง การปรับลดงบประมาณอุดหนุนด้านพลังงานและการนำระบบภาษีใหม่ๆ มาใช้ (เช่น Corporate Tax) ช่วยให้รัฐบาลมีฐานรายได้ที่ยั่งยืน IMF ชี้ให้เห็นว่านโยบายเหล่านี้ทำให้กลุ่มประเทศ GCC โดยเฉพาะยูเออี มีความพร้อมรับมือกับมรสุมเศรษฐกิจได้ดีกว่าประเทศตะวันออกกลางอื่น
ข้อเสนอแนะสำคัญจากผู้อำนวยการ IMF คือการลดบทบาทภาครัฐและเพิ่มพื้นที่ให้ภาคเอกชน ซึ่งยูเออี ได้ตอบรับผ่านการปฏิรูปกฎหมายถือครองธุรกิจของชาวต่างชาติและการดึงดูดบุคลากรทักษะสูง (Talent Acquisition) ผ่านระบบวีซ่าระยะยาว ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว
แม้ภาพรวมจะเป็นบวก แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด:
ความผันผวนของราคาน้ำมัน: คาดการณ์เฉลี่ยที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2568 หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ ราคาอาจดีดตัวสูงขึ้นซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตทั่วโลก
ภาวะเงินเฟ้อโลก: แม้มีแนวโน้มลดลง แต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้อุปทานหยุดชะงักและผลักดันเงินเฟ้อให้กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง
Base Effect: การเติบโตในปี 2569 อาจดูชะลอตัวลง (เหลือร้อยละ 4.4) เนื่องจากตัวเลขฐานในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่สูงมาก (High Base)
จากการประมวลข้อมูลทั้งหมด เศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปี 2569 มีแนวโน้มเป็นการเติบโตในเชิง "เสถียรภาพและคุณภาพ" (Stable and Quality Growth) มากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว โดยมีประเด็นสรุปดังนี้ :
การเติบโตที่ยั่งยืน - แม้ตัวเลข GDP ภาคที่ไม่ใช่น้ำมันจะลดระดับลงจากร้อยละ 4.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 4.4 แต่เป็นการชะลอตัวที่มีคุณภาพ (Modest Slowdown) ซึ่งสะท้อนถึงการเข้าสู่สมดุลใหม่หลังยุคโควิด-19
ศูนย์กลางการลงทุนระดับภูมิภาค - ยูเออีจะยังคงเป็น "Outperformer" ร่วมกับซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ โดยจะได้เปรียบมากกว่าในแง่ของ "ความเชื่อมต่อระดับโลก" (Global Connection) และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อธุรกิจ
เกราะคุ้มกันจากความขัดแย้ง - นโยบาย "สวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลาง" จะเป็นอาวุธลับสำคัญ หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่ยุติ ยูเออีจะกลายเป็นจุดรับเงินทุนไหลเข้า (Capital Inflow) จากนักลงทุนที่ต้องการเลี่ยงความเสี่ยงในจุดอื่นของภูมิภาค
เทคโนโลยี AI เป็นตัวตัดสิน - ความล้ำหน้าด้าน AI ที่ได้รับการรับรองจาก IMF จะเริ่มเห็นผล เป็นรูปธรรมในภาคการผลิตและบริการ ซึ่งจะช่วยชดเชยต้นทุนแรงงานและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล
ความเห็นของ สคต.ดูไบ
ปี 2569 จะเป็นปีที่ยูเออีพิสูจน์ว่า "นโยบายการทูตที่ชาญฉลาด" และ "การกระจายเศรษฐกิจที่ทำจริง" คือสูตรสำเร็จที่ทำให้ประเทศรุ่งเรืองได้แม้โลกจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
จากการวิเคราะห์ข้างต้น มีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการไทย ดังนี้
โอกาสในกลุ่ม Non-oil : การที่ยูเออีประสบความสำเร็จในภาค Non-oil หมายถึงความต้องการสินค้าไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี และบริการจากไทยจะเพิ่มสูงขึ้น
การปรับตัวสู่ AI : สอดคล้องกับคำเตือน IMF หากไทยไม่เร่งนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิตและบริการ อาจเสียเปรียบต้นทุนแรงงานและประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับภูมิภาคที่ปฏิรูปแล้ว