
สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในชิลี ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อราคาสินค้าอาหารในประเทศ
สถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เนื่องจากราคาน้ำมันและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งจากข้อมูลรายงานของ FAO พบว่าการหยุดชะงักของการจราจรของเรือขนส่งจำนวนกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนเรือทั้งหมดที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 20-35 ของราคาน้ำมันต่อบาร์เรล หรือมีราคาสูงกว่า 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมไปถึงผลกระทบต่อราคาก๊าซธรรมชาติที่มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปที่มีราคาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 75
นักวิชาการจากภาคเศรษฐศาสตร์การเกษตรของมหาวิทยาลัย Talca ของชิลี ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ความไม่สงบ/สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการส่งออกยูเรียคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30-35 ของยูเรียที่ส่งออกทั่วโลก ซึ่งยูเรียถือเป็นปุ๋ยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกษตรกรรม โดยปริมาณยูเรียที่ได้รับผลกระทบในการส่งออก คิดเป็นปริมาณ 4 ล้านตันต่อเดือน ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ราคาปุ๋ยโดยรวมเพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ และยังส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในประเทศ ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากชิลีจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าดังกล่าวจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ปริมาณปุ๋ยที่ไม่เพียงพอและราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นยังส่งผลต่อการลดลงของผลผลิตทางการเกษตร ผนวกกับต้นทุนการผลิตที่เกี่ยวข้องที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่ความผันผวนของปริมาณและราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวสาลี ข้าว และน้ำมันพืช[1]
ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ของชิลีประจำเดือนเมษายน 2569 ของสถาบันสถิติแห่งชาติ (National Institute of Statistics: INE) พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่อัตราร้อยละ 1.3 ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์เล็กน้อยที่อัตราร้อยละ 1.4 – 1.8 แต่ยังถือเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดรายเดือนนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 (อัตราร้อยละ 1.4) อัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 4 (สูงกว่าเป้าหมายที่ธนาคารกำหนดไว้ที่ร้อยละ 3) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.8 ในเดือนมีนาคม ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจากแรงกดดันด้านราคาพลังงานและเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลชิลีพยายามรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Price Stabilization Mechanism: MEPCO) นอกจากนี้ พบว่าภาคการขนส่งมีราคารายเดือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 อาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีราคาเพิ่มขึ้นสูงที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.15 [1]
อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อในส่วนของอาหารอยู่ที่อัตราร้อยละ 3.6 เมื่อเปรียบเทียบเป็นรายปี หรือเพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 3.5 ในเดือนมีนาคม
ตารางที่ 1: การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของภาคการบริโภคในเดือนเมษายน 2569 (โดยใช้ปี 2566 เป็นปีฐาน)[1]

จากข้อมูลตารางที่ 1 พบว่า ราคาอาหารมีการเปลี่ยนแปลงปรับขึ้นสูงที่สุด โดยได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยและพลังงานที่เพิ่มขึ้น และส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการนำเข้าและการจัดจำหน่ายสินค้า ทั้งนี้ ชิลีมีการนำเข้าปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 85 ของปุ๋ยที่ใช้ทั้งหมดในประเทศ ซึ่งการอุปทานปุ๋ยที่ไม่เพียงพอและราคาที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอาหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ดี ผู้ค้าปลีกรายสำคัญในชิลี อาทิ Walmart, Tottus และ PedidosYa พยายามตรึงราคาสินค้าและบริการเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อผู้บริโภค
1) Walmart หรือห้าง Lider ยังคงตรึงราคาสินค้าจำนวนกว่า 2,000 รายการ เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 9 เมษายน 2569 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล พืชตระกูลถั่ว เนื้อสัตว์ ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม ผักและผลไม้ สินค้าพื้นฐานอื่น ๆ (กระดาษชำระ ผงซักฟอก ผ้าอ้อม อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์สำหรับทารกและผู้สูงอายุ) อุปกรณ์ทำความร้อน ผ้าห่ม โดยสินค้าขนมปังเป็นกลุ่มที่จะไม่มีการปรับเพิ่มราคา เนื่องจากขนมปังเป็นอาหารที่ชาวชิลีนิยมรับประทานมากที่สุด มีการบริโภคเฉลี่ย 90 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในปี 2568 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 31 เหรียญสหรัฐต่อครัวเรือนต่อเดือน
2) ห้าง Tottus[2] มีการตรึงราคาสินค้าจำนวนกว่า 70 รายการ ระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2569 ได้แก่ สินค้าในกลุ่มขนมปังบางชนิด เส้นก๋วยเตี๋ยว ไข่ นม โยเกิร์ต ไก่ย่างทั้งตัว กระดาษชำระ สารฟอกขาว รวมถึง การคงราคาจัดส่งสินค้าสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าทางช่องทางออนไลน์ของห้าง
3) PedidosYa Market[1] มีการตรึงราคาสินค้าจำเป็นจำนวน 40 รายการ ระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2569 สำหรับร้านค้าทั่วไปจำนวน 28 แห่งทั่วประเทศ[2]
บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคต.ฯ
สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางและการปิดเส้นทางเดินเรือน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งสูงขึ้นกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และกดดันสถานการณ์เงินเฟ้อทั่วโลก รวมทั้งประเทศชิลี ซึ่งแม้รัฐบาลจะพยายามรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน และการดำเนินมาตรการตรึงราคาสินค้าสำคัญในประเทศ แต่อัตราเงินเฟ้อในส่วนของอาหารยังคงเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับค่อนข้างคงตัว โดยสินค้าอาหารจำเป็นหลายรายการมีการปรับขึ้นราคา เช่น เนื้อสัตว์ ขนมปัง และธัญพืช[3]
แม้ประเทศไทยจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร แต่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางถึงร้อยละ 58 ของน้ำมันที่นำเข้าทั้งหมด ไทยจึงได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย รวมทั้งการชะลอตัวของภาคการส่งออก การขนส่งทางทะเล ปัญหาสายการเดินเรือต้องปรับเปลี่ยนเส้นทาง ค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น ระยะเวลาการขนส่งนานขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อการจองตู้คอนเทนเนอร์ของผู้ส่งออก ซึ่งปัญหาผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในมิติที่แตกต่างกัน โดยสินค้าสำคัญที่ชิลีนำเข้าจากไทย เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ปลากระป๋อง เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น อาจเกิดความล่าช้า ราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น และอาจส่งผลให้ชิลีหันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น (อาร์เจนตินา เปรู เอกวาดอร์) โดยเฉพาะสินค้าในประเภทเดียวกันที่นำเข้าจากไทย เช่น ปลากระป๋อง ผักและผลไม้กระป๋อง ทั้งนี้ จากข้อมูลการส่งออกสินค้าสำคัญของไทยไปชิลี ปี 2569 (เดือนมกราคม – เมษายน) ของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังชิลี มีการหดตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-9.17%) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-2.07%) เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง (-16.60%) ผลิตภัณฑ์ยาง (-24.07%) ผลิตภัณฑ์พลาสติก (-35.23%) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป (-40.87%) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-50.62%)
สคต.ฯ เห็นว่าภูมิภาคลาตินอเมริกาจัดอยู่ในกลุ่มตลาดใหม่ของไทย ที่จะช่วยผู้ส่งออกไทยกระจายความเสี่ยงจากตลาดที่ได้รับผลกระทบในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี ปัญหาราคาพลังงานที่กล่าวมาแล้ว ส่งผลกระทบในวงกว้างทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยจึงควรวางแผนกลยุทธ์ในการส่งออกสินค้าอย่างรอบคอบ และเร่งสร้างพันธมิตรในตลาดใหม่ เพื่อขยายตลาดและสร้างโอกาสการค้าในระยะยาว เนื่องจากประเทศชิลียังคงมีความจำเป็นในการนำเข้าสินค้าหลายประเภททั้งสินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าอาหารจากต่างประเทศ
_________________________________
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก
มิถุนายน 2569
[1] PedidosYa Market is the digital supermarket arm of PedidosYa, Chile's leading food delivery app. It's a 100% online quick-commerce service offering 3,000+ products (groceries, fresh produce, meats, dairy, pet food, pharmacy items, household essentials) with ultra-fast delivery (under 20 minutes) directly through the PedidosYa app.
[2]https://www.biobiochile.cl/noticias/economia/negocios-y-empresas/2026/04/09/tras-el-alza-en-las-bencinas-supermercados-anuncian-que-congelaran-precios-de-productos-basicos.shtml
[1] Chilean National Statistics Institute - https://www.ine.gob.cl/docs/default-source/%C3%ADndice-de-precios-al-consumidor/boletines/espa%C3%B1ol/2026/boletin-%C3%ADndice-de-precios-al-consumidor-abril-2026.pdf
[2] Tottus is a major Chilean hypermarket and supermarket chain owned by Falabella, one of Latin America's largest retail conglomerates. There are 72 stores in Chile, part of 127 total stores across Chile and Peru
[1] https://www.noticias.lat/articulo/69d6ef0622fe3cd22d75e6cf
[1] https://agronomia.utalca.cl/guerra-en-medio-oriente-informe-advierte-alza-de-precios-y-menor-acceso-a-alimentos/
[2] https://www.noticias.lat/articulo/69d6ef0622fe3cd22d75e6cf