
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 รัฐสภายุโรปลงมติเห็นชอบการปฏิรูปประมวลกฎหมายศุลกากรของสหภาพยุโรป (Union Customs Code: UCC) กฎหมายฉบับนี้คือ Regulation (EU) 2026/2108 ซึ่งยกเลิก Regulation (EU) No 952/2013 ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาของสหภาพยุโรป และเผยแพร่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2026 เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2027 โดยแต่ละมาตรการจะทยอยมีผลในช่วงหลายปีถัดไป ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปกฎหมายศุลกากรของสหภาพยุโรปครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งสหภาพศุลกากรในปี 1968 มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงระบบศุลกากรของสหภาพยุโรปให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เป็นระบบดิจิทัล ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และตอบสนองต่อความท้าทายที่เพิ่มขึ้นของการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซ ปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ปัจจัยที่ผลักดันการปฏิรูป ได้แก่ ปริมาณใบขนสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการค้าออนไลน์และพัสดุมูลค่าต่ำจำนวนหลายล้านชิ้นต่อวัน ขณะที่ประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศยังใช้ระบบ IT ศุลกากรที่แยกจากกัน เช่น ระบบ ATLAS ในเยอรมนีเป็นตัวอย่าง การปฏิรูปนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความกระจัดกระจายนี้ ปรับปรุงการป้องกันสินค้าอันตราย และทำให้กระบวนการศุลกากรมีความเป็นเอกภาพมากขึ้นทั่วทั้งสหภาพยุโรป โดยการปฏิรูปนี้สร้างขึ้นบน 3 เสาหลัก ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมทางศุลกากรที่ดีขึ้น กรอบการทำงานรูปแบบใหม่สำหรับอีคอมเมิร์ซ และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับภาคธุรกิจ
สาระสำคัญของกฎใหม่
1. จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)
ประมวลกฎหมายศุลกากรฉบับใหม่กำหนดให้แพลตฟอร์ม E-Commerce ที่ไม่ได้ตั้งอยู่ใน EU ถือเป็นผู้นำเข้าสินค้าที่ขายเข้าสู่ EUจึงมีหน้าที่ดำเนินพิธีการศุลกากรและชำระอากรทั้งหมด แทนผู้บริโภคปลายทาง ผู้ขายจากประเทศที่สามต้องมีสถานประกอบการในสหภาพยุโรป หรือแต่งตั้งตัวแทนในสหภาพยุโรป ที่ได้รับสถานะ อาทิ ผู้ประกอบการเศรษฐกิจที่ได้รับอนุญาต (AEO - Authorised Economic Operator) หรือ Trust and Check
โดยกฎใหม่กำหนดค่าธรรมเนียมการจัดการสำหรับสินค้าแต่ละชิ้นที่สั่งซื้อจากร้านค้าออนไลน์นอก EU และส่งตรงถึงผู้บริโภคใน EU เพื่อช่วยชดเชยต้นทุนการตรวจสอบพัสดุขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้น คณะกรรมาธิการยุโรปเป็นผู้กำหนดอัตรา โดยจะเริ่มใช้ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 อย่างช้าที่สุด และมีการทบทวนอัตราทุก 2 ปี
นอกจากนี้ สินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโรที่นำเข้า EU โดยได้รับการยกเว้นอากรก่อนหน้านี้ ข้อยกเว้นนี้ถูกยกเลิกแล้ว และค่าธรรมเนียมการจัดการข้างต้นเป็นมาตรการแยกต่างหากจากการยกเลิกดังกล่าว ระหว่างรอระบบ Data Hub พร้อมใช้งาน มีการเก็บอากรอัตราเหมาจ่าย 3 ยูโรเป็นมาตรการชั่วคราว โดยระบุว่าเป็นการเก็บต่อหมวดสินค้า และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026
2. การปฏิรูปศุลกากรของสหภาพยุโรป
การปฏิรูปศุลกากรจะช่วยประสานงานระบบระดับชาติที่กระจัดกระจายอยู่ในปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้สถาปัตยกรรมที่เป็นหนึ่งเดียวและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เปลี่ยนระบบศุลกากรของสหภาพยุโรปให้เป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากยิ่งขึ้น สามารถรับมือกับภัยคุกคามสมัยใหม่และตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจได้
โดยจัดตั้งหน่วยงานใหม่ของสหภาพยุโรป คือ หน่วยงานศุลกากรของสหภาพยุโรป (EUCA) ที่เมืองลีลล์ ประเทศฝรั่งเศส ที่จะช่วยรับมือกับความท้าทายข้ามพรมแดนในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งอำนวยความสะดวกในการประสานงานการปฏิบัติการร่วมกัน และจัดการความเสี่ยงในระดับสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังจะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายศุลกากรของสหภาพยุโรปเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน รวมถึงการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงทางศุลกากรทั่วทั้งสหภาพ โดยจะบริหารจัดการศูนย์กลางข้อมูลศุลกากรของสหภาพยุโรป (EU Customs Data Hub) ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟซดิจิทัลเดียวสำหรับการดำเนินงานด้านศุลกากรทั้งหมดในสหภาพยุโรป ผู้ประกอบการจะส่งข้อมูลเพียงครั้งเดียวผ่านแพลตฟอร์มกลาง และนำข้อมูลกลับมาใช้ได้กับการขนส่งหลายครั้ง
ในระยะยาว Data Hub จะเข้ามาแทนใบขนสินค้าแบบเดิม ทั้งนี้ ระบบจะเปิดใช้งานกับสินค้า E-Commerce ก่อนภายในปี 2028 และขยายไปครอบคลุมการเคลื่อนย้ายสินค้าทุกประเภทภายในปี 2034 คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของประเทศสมาชิกได้มากกว่า 2 พันล้านยูโรต่อปี
3. ระบบ Trust & Check: การลดความซับซ้อนสำหรับผู้ประกอบการที่น่าเชื่อถือ
การปฏิรูปนี้จะกำหนดนิยามใหม่ของวิธีการให้ การใช้ และการแบ่งปันข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับธุรกิจทุกประเภทได้อย่างมาก จะช่วยให้ธุรกิจสามารถส่งข้อมูลได้เพียงครั้งเดียว โดยลดความซับซ้อนของการใช้งานระบบของหลายประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังจะช่วยอำนวยความสะดวกใหม่ๆ ให้กับผู้ค้าที่น่าเชื่อถือในระบบ “Trust & Check” รวมถึงความเป็นไปได้ในการ “ปล่อยสินค้าด้วยตนเอง” ในนามของศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ประกอบการที่น่าเชื่อถือจะได้รับประโยชน์จากขั้นตอนที่ง่ายขึ้นและการควบคุมที่น้อยลง ทำให้หน่วยงานศุลกากรสามารถมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงได้
ส่วนมาตรการลงโทษ ในกรณีฝ่าฝืนร้ายแรง ผู้ประกอบการอาจถูกปรับสูงสุดร้อยละ 6 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าประจำปีก่อนหน้า ถูกเพิกถอนสิทธิพิเศษทางศุลกากรบางประการ หรือถูกจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์