
อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันพืชรายสำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยน้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันพืชที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น เนื่องจากมีราคาที่สามารถแข่งขันได้ มีความคงตัวต่อความร้อนและการเก็บรักษา รวมทั้งมีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารหลากหลายประเภท อาทิ การผลิตมาการีน เนยขาว ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และอาหารแปรรูป
แม้อิหร่านจะมีอุตสาหกรรมสกัดและกลั่นน้ำมันพืชที่ค่อนข้างพัฒนา โดยมีโรงงานสกัดน้ำมันประมาณ 25 แห่ง และโรงกลั่นน้ำมันมากกว่า 50 แห่ง ซึ่งมีศักยภาพรองรับการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อแปรรูปและกระจายสู่ตลาดภายในประเทศได้ในปริมาณมาก แต่ผลผลิตเมล็ดพืชน้ำมันภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ส่งผลให้อิหร่านยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันพืชและเมล็ดพืชน้ำมันจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยผลผลิตภายในประเทศสามารถรองรับความต้องการบริโภคได้เพียงประมาณร้อยละ 30 เท่านั้น
วัตถุดิบที่อิหร่านนำเข้าสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันพืช ประกอบด้วยเมล็ดถั่วเหลือง เมล็ดเรพซีด เมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง กากเมล็ดพืชน้ำมัน ตลอดจนน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ทั้งนี้ ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันพืชรายสำคัญของอิหร่าน ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย ตุรกี และอินโดนีเซีย โดยเฉพาะมาเลเซียและอินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก
สำหรับน้ำมันปาล์ม รัฐบาลอิหร่านกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าอย่างเข้มงวด โดยอนุญาตให้นำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น และไม่อนุญาตให้นำเข้าเพื่อจำหน่ายเป็นน้ำมันพืชบริโภคบรรจุขวดโดยตรง เนื่องจากภาครัฐมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีประมาณร้อยละ 46 สูงกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเรพซีด น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันข้าวโพด ซึ่งโดยทั่วไปมีกรดไขมันอิ่มตัวประมาณร้อยละ 10 หรือน้อยกว่า ทั้งนี้ การบริโภคกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด หากบริโภคเกินกว่าระดับที่แนะนำ
อย่างไรก็ตาม แม้น้ำมันปาล์มจะเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจในประเด็นด้านสุขภาพ แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารของอิหร่าน เนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่าน้ำมันพืชหลายชนิด มีเสถียรภาพต่อความร้อน อายุการเก็บรักษาที่ยาวนาน และสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอาหารอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ น้ำมันปาล์มจึงยังคงเป็นหนึ่งในน้ำมันพืชนำเข้าที่สำคัญของประเทศ และมีบทบาทอย่างยิ่งต่อความมั่นคงด้านวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอาหาร
น้ำมันปาล์มที่อิหร่านนำเข้าส่วนใหญ่เป็นน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil: CPO) หรือผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งต้องผ่านกระบวนการกลั่น (Refining) ก่อนนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากน้ำมันดิบที่ได้จากการสกัดยังคงมีสิ่งเจือปน สารสี กรดไขมันอิสระ และสารประกอบอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องกำจัดออกผ่านกระบวนการกลั่น จึงจะสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำมันบริโภคหรือผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ น้ำมันปาล์มบางส่วนยังถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมเคมี และการผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ
โดยสรุป การนำเข้าน้ำมันปาล์มของอิหร่านสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงด้านอาหาร การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และการคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าและการใช้ประโยชน์จากน้ำมันปาล์มอย่างเข้มงวด แต่ความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้น้ำมันปาล์มยังคงเป็นสินค้านำเข้าที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอาหารของอิหร่าน

ปัจจุบัน ตลาดน้ำมันพืชของอิหร่านมีแนวโน้มมุ่งเน้นการบริโภคน้ำมันชนิดเหลวมากขึ้น โดยประมาณร้อยละ 70 ของน้ำมันพืชที่จำหน่ายในประเทศเป็นน้ำมันชนิดเหลว ขณะที่น้ำมันกึ่งแข็งคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 สะท้อนถึงนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมการบริโภคน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวมันทรานส์ต่ำเพื่อยกระดับสุขภาพของประชาชน
เมื่อจำแนกตามการใช้งาน พบว่าประมาณร้อยละ 63 ของการผลิตน้ำมันพืชถูกใช้ในภาคครัวเรือน ส่วนอีกร้อยละ 37 ใช้ในภาคการค้าและอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตอาหารแปรรูป ร้านอาหาร โรงแรม และอุตสาหกรรมเบเกอรี่
น้ำมันพืชเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการบริโภคและอุตสาหกรรมอาหารของอิหร่าน โดยผลิตจากเมล็ดพืชหรือผลไม้ที่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบ เช่น ถั่วเหลือง เรพซีด ดอกทานตะวัน ข้าวโพด รำข้าว มะกอก และปาล์ม น้ำมันพืชส่วนใหญ่มีองค์ประกอบหลักเป็นไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) และโดยทั่วไปมีสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง ยกเว้นน้ำมันบางชนิด เช่น น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวสูง จึงอาจมีลักษณะเป็นกึ่งแข็งหรือของแข็งที่อุณหภูมิห้อง
ตลาดน้ำมันพืชของอิหร่านสามารถจำแนกผลิตภัณฑ์ตามลักษณะทางกายภาพและการใช้งานได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ น้ำมันพืชชนิดเหลว น้ำมันพืชกึ่งแข็ง และน้ำมันพืชแข็ง ดังนี้
น้ำมันพืชชนิดเหลวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภาคครัวเรือนของอิหร่าน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหารทั่วไป และน้ำมันสำหรับทอด ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีความทนทานต่ออุณหภูมิสูงและลดการเกิดออกซิเดชันระหว่างการทอด
น้ำมันพืชชนิดเหลวผลิตจากพืชหลายชนิด ได้แก่ น้ำมันเรพซีด (Canola/Rapeseed Oil) น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก และน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งส่วนใหญ่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในสัดส่วนสูง จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวัน
น้ำมันพืชกึ่งแข็งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการผสมน้ำมันพืชหลายชนิด โดยทั่วไปประกอบด้วยน้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา และน้ำมันดอกทานตะวัน เพื่อให้มีคุณสมบัติด้านเนื้อสัมผัสและความคงตัวที่เหมาะสมต่อการประกอบอาหาร
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขและองค์การอาหารและยาของอิหร่าน (FDA Iran) ได้กำหนดมาตรฐานให้ผู้ผลิตลดปริมาณไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ในน้ำมันพืชกึ่งแข็ง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่มีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวไม่เกินประมาณร้อยละ 25 และมีคุณค่าทางโภชนาการดีกว่าผลิตภัณฑ์ในอดีต
น้ำมันพืชกึ่งแข็งนิยมใช้สำหรับการประกอบอาหารทั่วไป และสามารถใช้ทอดอาหารได้ในบางกรณี แม้ว่าการใช้น้ำมันสำหรับทอดโดยเฉพาะจะยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
น้ำมันพืชแข็งผลิตจากการนำน้ำมันพืชชนิดเหลวผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชัน (Hydrogenation) ซึ่งเป็นการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในพันธะคู่ของกรดไขมันไม่อิ่มตัว ทำให้กรดไขมันบางส่วนเปลี่ยนเป็นกรดไขมันอิ่มตัว ส่งผลให้น้ำมันมีสถานะเป็นของแข็งหรือกึ่งแข็งที่อุณหภูมิห้อง และมีความคงตัวต่อการเกิดออกซิเดชันเพิ่มขึ้น
วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันคาโนลา น้ำมันเมล็ดฝ้าย และน้ำมันปาล์ม ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการความคงตัวสูง เช่น การผลิตมาการีน เนยขาว ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ขนมอบ ขนมขบเคี้ยว และอาหารแปรรูป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการไฮโดรจีเนชันอาจก่อให้เกิดไขมันทรานส์ จึงมีการลดการใช้และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อิหร่านยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันพืชในปริมาณสูงเพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากผลผลิตเมล็ดพืชน้ำมันภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมอาหาร แม้ว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายส่งเสริมการเพาะปลูกพืชน้ำมันและเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ
น้ำมันปาล์มยังคงเป็นหนึ่งในน้ำมันพืชนำเข้าที่สำคัญของอิหร่าน ควบคู่กับน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันเรพซีด โดยมีบทบาทสำคัญในฐานะวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอาหาร อาทิ การผลิตมาการีน เนยขาว ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว และอาหารแปรรูป เนื่องจากมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ มีความคงตัวต่อความร้อน และช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์
อีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนการนำเข้าน้ำมันพืช คือ อัตราการบริโภคน้ำมันพืชของประชากรอิหร่าน ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการบริโภคเฉลี่ยประมาณ 21–22 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ประมาณ 12 กิโลกรัมต่อคนต่อปี สะท้อนถึงความต้องการใช้น้ำมันพืชที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งในภาคครัวเรือน ภัตตาคาร ร้านอาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านจะดำเนินนโยบายรณรงค์ให้ประชาชนลดการบริโภคน้ำมันและไขมัน รวมทั้งส่งเสริมการใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคอ้วน แต่ความต้องการใช้น้ำมันพืชในภาคอุตสาหกรรมอาหารยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การนำเข้าน้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านวัตถุดิบของประเทศ
ในระยะข้างหน้า ตลาดน้ำมันพืชของอิหร่านมีแนวโน้มที่จะยังคงพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก แม้ว่ารัฐบาลจะมีเป้าหมายเพิ่มการผลิตเมล็ดพืชน้ำมันภายในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก ทรัพยากรน้ำ และสภาพภูมิอากาศ ทำให้การผลิตภายในประเทศยังไม่สามารถรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเพียงพอ ดังนั้น ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันพืชรายสำคัญ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และตุรกี จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันพืชของอิหร่านต่อไป
อิหร่านมีอุตสาหกรรมสกัดและกลั่นน้ำมันพืชที่ค่อนข้างพัฒนา แม้ว่าจะยังไม่สามารถผลิตวัตถุดิบได้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ปัจจุบันมีโรงงานสกัดน้ำมันประมาณ 25 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 5.4 ล้านตันต่อปี และโรงกลั่นน้ำมันพืช 58 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 5.8 ล้านตันต่อปี ซึ่งสามารถรองรับการแปรรูปเมล็ดพืชน้ำมันและน้ำมันดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก อุตสาหกรรมน้ำมันพืชของอิหร่านมีห่วงโซ่อุปทานที่ค่อนข้างครบวงจร ตั้งแต่การนำเข้าเมล็ดพืชน้ำมันและน้ำมันพืชดิบ การสกัดและกลั่นน้ำมัน ไปจนถึงการผลิตน้ำมันบริโภคและผลิตภัณฑ์ไขมันสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร กระจายอยู่ในหลายจังหวัดของประเทศ ทำให้สามารถรองรับการแปรรูปวัตถุดิบนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าวัตถุดิบส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศก็ตาม
พืชน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน ได้แก่ ถั่วเหลือง เรพซีด ดอกทานตะวัน และดอกคำฝอย โดยพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจังหวัดทางตอนเหนือของประเทศ ได้แก่ จังหวัดมาซันดาราน (Mazandaran) และ จังหวัดโกเลสถาน (Golestan) ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืชน้ำมัน พื้นที่เพาะปลูกรวมทั่วประเทศมีประมาณ 300,000 เฮกตาร์
ในปีเพาะปลูกล่าสุด มีการเพาะปลูกเรพซีดประมาณ 18,300 เฮกตาร์ ให้ผลผลิต 29,500 ตัน ถั่วเหลืองประมาณ 58,000 เฮกตาร์ ให้ผลผลิต 53,000 ตัน ดอกทานตะวันประมาณ 22,000 เฮกตาร์ ให้ผลผลิต 13,000 ตัน และดอกคำฝอยประมาณ 500 เฮกตาร์ ให้ผลผลิตประมาณ 700 ตัน อย่างไรก็ตาม ผลผลิตจากพืชน้ำมันเหล่านี้สามารถผลิตน้ำมันดิบได้เพียงประมาณ ร้อยละ 35 ของความต้องการภายในประเทศ ขณะที่ส่วนที่เหลือยังต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบและน้ำมันพืชจากต่างประเทศ
ผู้ประกอบการรายใหญ่ของอุตสาหกรรมน้ำมันพืชอิหร่าน ได้แก่ Pars Vegetable Oil ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1954 และผลิตน้ำมันพืชหลายประเภท เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันคาโนลา น้ำมันข้าวโพด น้ำมันปาล์มโอเลอิน และน้ำมันสำหรับทอด นอกจากนี้ยังมี Kourosh Food Industry ภายใต้แบรนด์ Oila และ Famila ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้นำเข้าน้ำมันพืชรายสำคัญของประเทศ รวมถึง Faravardehaye Roghanie Iran (FRICO) ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันพืชรายใหญ่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเมือง เซียร์จานและมีศักยภาพการผลิตน้ำมันพืชหลายแสนตันต่อปี

แม้อุตสาหกรรมแปรรูปของอิหร่านจะมีกำลังการผลิตเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการภายในประเทศ แต่ข้อ จำกัดด้านการผลิตเมล็ดพืชน้ำมัน ประกอบกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ พื้นที่เพาะปลูก และผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ทำให้โรงงานส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันพืชดิบและเมล็ดพืชน้ำมันจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม ถั่วเหลือง และเรพซีด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและการผลิตน้ำมันพืชบริโภคของประเทศ
โครงสร้างการจัดหาวัตถุดิบของอุตสาหกรรมน้ำมันพืชประกอบด้วย การนำเข้าน้ำมันดิบโดยตรงประมาณร้อยละ 71 การนำเข้าเมล็ดพืชน้ำมันเพื่อสกัดภายในประเทศประมาณร้อยละ 20 และผลผลิตภายในประเทศเพียงประมาณร้อยละ 9 ของวัตถุดิบทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยังคงพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเป็นหลัก แม้ว่าจะมีศักยภาพด้านการแปรรูปอยู่ในระดับสูง
รัฐบาลอิหร่านให้ความสำคัญกับการพัฒนาพืชน้ำมันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยมีนโยบายส่งเสริมการนำเข้า เมล็ดพืชน้ำมัน มากกว่าการนำเข้าน้ำมันดิบ เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตของโรงงานสกัดภายในประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่ม และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป
สำหรับน้ำมันปาล์ม รัฐบาลกำหนดแนวทางให้มีสัดส่วนการใช้ไม่เกินประมาณ ร้อยละ 30 ของการบริโภคน้ำมันพืชทั้งหมด เพื่อสร้างสมดุลกับน้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันเรพซีด แม้จะมีการควบคุมการใช้ แต่เนื่องจากน้ำมันปาล์มมีต้นทุนต่ำ มีความคงตัวต่อความร้อน และเหมาะสำหรับการผลิตอาหารแปรรูป จึงยังคงเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร โดยอุตสาหกรรมสามารถรองรับการนำเข้าน้ำมันปาล์มได้ประมาณ 550,000–600,000 ตันต่อปี
แม้อิหร่านจะมีอุตสาหกรรมสกัดและกลั่นน้ำมันพืชภายในประเทศที่มีศักยภาพ แต่การผลิตวัตถุดิบภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ส่งผลให้ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันพืชและเมล็ดพืชน้ำมันจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยมีการนำเข้าคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 90 ของความต้องการใช้น้ำมันพืชทั้งหมด ขณะที่อิหร่านมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันพืชของโลกเพียงประมาณร้อยละ 0.09 เท่านั้น สะท้อนถึงความไม่สมดุลระหว่างกำลังการผลิตภายในประเทศกับระดับการบริโภคที่อยู่ในระดับสูง
รัฐบาลอิหร่านได้กำหนดให้การพัฒนาพืชน้ำมันเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตราการพึ่งพาตนเองด้านพืชน้ำมันจากประมาณ ร้อยละ 16 เป็น ร้อยละ 50 ภายในระยะเวลาตามแผนพัฒนาแห่งชาติ ในด้านนโยบายการนำเข้า รัฐบาลมีเป้าหมายส่งเสริมการนำเข้า เมล็ดพืชน้ำมัน แทนการนำเข้า น้ำมันดิบ เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตของโรงงานสกัดภายในประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่ม และรักษาระดับการจ้างงานในอุตสาหกรรมแปรรูป อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายดังกล่าวยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านต้นทุน การจัดหาวัตถุดิบ และประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้การนำเข้าน้ำมันดิบยังคงเป็นช่องทางหลักในการจัดหาวัตถุดิบของประเทศ
ในปัจจุบัน อิหร่านมีความต้องการใช้น้ำมันพืชประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี โดยประมาณ ร้อยละ 90 ของความต้องการดังกล่าวยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งในรูปของน้ำมันดิบ เมล็ดพืชน้ำมัน และผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป ประเทศผู้จัดหาวัตถุดิบสำคัญ ได้แก่ ตุรกี รัสเซีย เยอรมนี มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ ทั้งนี้ สัดส่วนของแต่ละประเทศแตกต่างกันตามประเภทของสินค้าและช่วงเวลา
ในด้านการบริโภค กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านประเมินว่า การบริโภคน้ำมันพืชที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 35 กรัมต่อคนต่อวัน หรือประมาณ 12.6 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หากสามารถลดการบริโภคลงสู่ระดับดังกล่าวได้ จะช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันพืชของประเทศได้ประมาณ 850,000 ตันต่อปี และลดภาระการนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงดำเนินมาตรการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ควบคู่กับการสนับสนุนการผลิตพืชน้ำมันภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้อิหร่านจะมีนโยบายเพิ่มผลผลิตพืชน้ำมันและลดการบริโภคน้ำมันเพื่อเหตุผลด้านสุขภาพ แต่ข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก ทรัพยากรน้ำ สภาพภูมิอากาศ และความต้องการใช้น้ำมันพืชในภาคอุตสาหกรรมอาหารที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ประเทศยังไม่สามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าได้ในระยะสั้น ดังนั้น คาดว่าในระยะกลางถึงระยะยาว อิหร่านจะยังคงเป็นผู้นำเข้าน้ำมันพืชรายสำคัญของภูมิภาค
อิหร่านกำกับดูแลการนำเข้าน้ำมันปาล์มผ่านหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะองค์กรมาตรฐานแห่งชาติอิหร่าน (INSO) และองค์การอาหารและยาอิหร่าน (IFDA) ซึ่งมีหน้าที่กำหนดมาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และการควบคุมการใช้วัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร
ผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณภาพสินค้า แหล่งกำเนิด และมาตรฐานด้านสุขอนามัย ก่อนสินค้าจะได้รับอนุญาตให้ผ่านพิธีการศุลกากรและจำหน่ายในประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการควบคุมปริมาณไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ในน้ำมันพืช เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านสาธารณสุขและลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
นอกจากมาตรฐานด้านคุณภาพแล้ว รัฐบาลอิหร่านยังใช้มาตรการทางการค้า เช่น การกำหนดอัตราภาษีนำเข้า การออกโควตานำเข้า และการควบคุมสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันพืชแต่ละชนิด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านอาหาร การคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ และการส่งเสริมการบริโภคน้ำมันพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า
แม้ว่าน้ำมันปาล์มจะยังคงเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร แต่รัฐบาลมีแนวโน้มใช้นโยบายควบคุมการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งลดการใช้ในภาคการบริโภคโดยตรง และส่งเสริมการใช้น้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันเรพซีด และน้ำมันข้าวโพด เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านสุขภาพของประเทศ
อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันพืชรายสำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากผลผลิตเมล็ดพืชน้ำมันภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคและการใช้ในภาคอุตสาหกรรมอาหาร แม้ว่าประเทศจะมีอุตสาหกรรมสกัดและกลั่นน้ำมันพืชที่มีศักยภาพ แต่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันพืชดิบ เมล็ดพืชน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง
น้ำมันพืชที่อิหร่านนำเข้าหลัก ได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันเรพซีด โดยแต่ละชนิดมีบทบาทแตกต่างกันตามลักษณะการใช้งาน น้ำมันปาล์มส่วนใหญ่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น การผลิตมาการีน เนยขาว ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว และอาหารแปรรูป ขณะที่น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันเรพซีด นิยมใช้เป็นน้ำมันบริโภคและเป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพ
ในด้านแหล่งนำเข้า มาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายสำคัญของอิหร่านมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มาเลเซียมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นและก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มอันดับหนึ่งของอิหร่าน ขณะที่อินโดนีเซียยังคงเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญ แม้ว่าส่วนแบ่งตลาดจะลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต นอกจากนี้ อิหร่านยังนำเข้าเมล็ดพืชน้ำมัน โดยเฉพาะถั่วเหลืองและเรพซีด จากรัสเซีย บราซิล ตุรกี คาซัคสถาน และเยอรมนี เพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการสกัดและกลั่นภายในประเทศ
โครงสร้างการนำเข้าของอิหร่านเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยด้านราคา อุปทานในตลาดโลก นโยบายการค้าของประเทศผู้ส่งออก อัตราแลกเปลี่ยน และมาตรการกำกับดูแลของรัฐบาลอิหร่าน โดยเฉพาะภาษีนำเข้า มาตรฐานด้านคุณภาพ และนโยบายด้านสาธารณสุข ซึ่งส่งผลต่อชนิดและปริมาณน้ำมันพืชที่นำเข้าในแต่ละช่วงเวลา
แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านจะมีนโยบายส่งเสริมการผลิตพืชน้ำมันภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า แต่ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก ทรัพยากรน้ำ และสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันพืชที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้อิหร่านยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มซึ่งยังคงเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร
อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการบริโภคน้ำมันพืชในระดับสูงของภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีการบริโภคเฉลี่ยประมาณ 21 กิโลกรัมต่อคนต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ประมาณ 12 กิโลกรัมต่อคนต่อปี สะท้อนถึงความต้องการใช้น้ำมันพืชทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมอาหาร
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา รูปแบบการบริโภคน้ำมันพืชของชาวอิหร่านได้เปลี่ยนแปลงจากการใช้น้ำมันจากสัตว์มาเป็นน้ำมันพืชอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาลได้ส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันพืชชนิดเหลวมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนการบริโภคน้ำมันชนิดเหลวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การใช้น้ำมันแข็งและน้ำมันกึ่งแข็งลดลง เพื่อลดการบริโภคไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว

น้ำมันพืชที่ได้รับความนิยม ได้แก่ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม และน้ำมันเรพซีด โดยน้ำมันดอกทานตะวันและน้ำมันถั่วเหลืองได้รับความนิยมสำหรับการบริโภคในครัวเรือน ขณะที่น้ำมันปาล์มยังคงเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ มีอายุการเก็บรักษานาน และมีความคงตัวต่อความร้อน เหมาะสำหรับการผลิตเบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว บิสกิต เค้ก เนยขาว (Shortening) อาหารทอด รวมถึงการใช้ในร้านอาหารและธุรกิจฟาสต์ฟู้ด
แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านจะดำเนินนโยบายส่งเสริมการบริโภคน้ำมันพืชในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อเหตุผลด้านสุขภาพ โดยแนะนำให้บริโภคประมาณ 35 กรัมต่อคนต่อวัน หรือประมาณ 12.6 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แต่ระดับการบริโภคที่แท้จริงยังคงสูงกว่าระดับที่แนะนำอย่างมาก ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันพืชของประเทศยังอยู่ในระดับสูง
ในระยะกลางถึงระยะยาว คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันพืชของอิหร่านจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจากภาคอุตสาหกรรมอาหาร แม้ว่าภาครัฐจะเดินหน้าส่งเสริมการผลิตพืชน้ำมันภายในประเทศและรณรงค์ให้ประชาชนลดการบริโภคน้ำมันเพื่อเหตุผลด้านสุขภาพก็ตาม
อิหร่านเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันพืชและเมล็ดพืชน้ำมันในสัดส่วนสูง เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค แม้ว่าจะมีอุตสาหกรรมสกัดและกลั่นน้ำมันพืชที่มีกำลังการผลิตสูง แต่ยังคงต้องนำเข้าน้ำมันพืชดิบมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี รวมทั้งเมล็ดพืชน้ำมันเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการสกัดภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
น้ำมันปาล์มเป็นหนึ่งในน้ำมันพืชนำเข้าหลักของอิหร่าน ร่วมกับน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมัน เรพซีด โดยใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น การผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป บิสกิต ขนมอบ ขนมขบเคี้ยว เนยขาว (Shortening) และไขมันพืชกึ่งแข็งสำหรับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ เค้ก อาหารทอด และการประกอบอาหารเชิงพาณิชย์ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ มีความคงตัวต่อความร้อน และมีอายุการเก็บรักษานาน
โครงสร้างแหล่งนำเข้าของอิหร่านแตกต่างกันตามชนิดของน้ำมันพืช โดยน้ำมันปาล์มนำเข้าหลักจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ขณะที่น้ำมันถั่วเหลืองนำเข้าจากบราซิลและอาร์เจนตินา และน้ำมันดอกทานตะวันนำเข้าจากรัสเซียและยูเครน อย่างไรก็ตาม ภายหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน อิหร่านได้ปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าและกระจายความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อรองรับความผันผวนของอุปทานและราคาน้ำมันพืชในตลาดโลก
แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านจะมีนโยบายส่งเสริมการผลิตพืชน้ำมันภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า แต่ข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ พื้นที่เพาะปลูก และความต้องการใช้น้ำมันพืชที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้อิหร่านยังคงต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มและน้ำมันพืชจากต่างประเทศในปริมาณมากต่อไปในระยะกลางถึงระยะยาว
สถิติแสดงการนำเข้าสินค้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศช่วงปีงบปรสัะมาณอิหร่าน 1402-1404 (21 มี.ค.2023 -20 มี.ค. 26) | |||
|---|---|---|---|
หน่วย: เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ | |||
ประเทศ | ปี 1402 (21 มี.ค. 23-19 มี.ค. 24) | ปี 1403 (20 มี.ค. 24-20 มี.ค. 25) | ปี 1404 (21 มี.ค. 25-20 มี.ค. 26) |
เอมิเรตส์ | 139629269 | 303083958 | 158965783 |
มาเลเซีย | 273054371 | 93619219 | 42099993 |
อิตาลี | 5509391 | 6788272 | 480858 |
อินโดนิเซีย | 85061 | - | - |
โอมาน | 117214529 | 10096508 | 95033464 |
สิงคโปร์ | 57840671 | 10337876 | - |
อื่นๆ | 7298447 | 30771850 | 46052607 |
รวม | 600631739 | 454697683 | 342,632,705 |
จากสถิติการนำเข้าน้ำมันปาล์มของอิหร่านในช่วงปีงบประมาณ 1402–1404 พบว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นแหล่งนำเข้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่านำเข้า 139.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1402 เพิ่มขึ้นเป็น 303.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1403 (20 มี.ค. 24-20 มี.ค. 25) ก่อนลดลงเหลือ 158.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1404 (21 มี.ค. 25-20 มี.ค. 26)
โครงสร้างการนำเข้าดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ (Trading Hub) สำหรับการส่งออกน้ำมันปาล์มเข้าสู่อิหร่าน ขณะที่มาเลเซียยังคงเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายสำคัญของโลกและเป็นแหล่งกำเนิดสินค้าหลัก แม้ว่ามูลค่าการนำเข้าจากมาเลเซียโดยตรงจะลดลงเมื่อเทียบกับการนำเข้าผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนเส้นทางการค้าภายใต้ข้อจำกัดด้านการชำระเงินและมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกใช้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและส่งต่อสินค้าเข้าสู่อิหร่าน
ตลาดน้ำมันปาล์มของอิหร่านยังคงมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารของประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายควบคุมการใช้และส่งเสริมการบริโภคน้ำมันพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า เนื่องจากข้อจำกัดด้านการผลิตพืชน้ำมันภายในประเทศ ทั้งในด้านพื้นที่เพาะปลูก ทรัพยากรน้ำ และสภาพภูมิอากาศ ทำให้อิหร่านยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันปาล์มและน้ำมันพืชจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปอาหาร
ในระยะกลางถึงระยะยาว คาดว่าอิหร่านจะยังคงมีความต้องการนำเข้าน้ำมันปาล์มในระดับสูง แม้ว่ารัฐบาลจะมีเป้าหมายเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านพืชน้ำมันและลดการบริโภคน้ำมันเพื่อเหตุผลด้านสุขภาพก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก ทรัพยากรน้ำ สภาพภูมิอากาศ และความต้องการใช้น้ำมันพืชในภาคอุตสาหกรรมอาหารที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ การนำเข้าจะยังคงได้รับอิทธิพลจากนโยบายภาครัฐ มาตรการด้านสาธารณสุข ภาวะเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยน และความผันผวนของตลาดน้ำมันพืชโลก
สำหรับประเทศผู้ส่งออก โดยเฉพาะมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก ยังคงมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งจัดหาวัตถุดิบให้แก่อิหร่าน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดอิหร่านควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของอิหร่าน รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบและนโยบายการนำเข้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าในตลาดอิหร่านได้อย่างยั่งยืน
ดังนั้น แม้อิหร่านจะมีศักยภาพด้านการแปรรูปน้ำมันพืชภายในประเทศ แต่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ตลาดน้ำมันปาล์มของอิหร่านยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับประเทศผู้ส่งออก ภายใต้เงื่อนไขของการปฏิบัติตามมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบการนำเข้า และการติดตามนโยบายภาครัฐของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง