อินเดียนำเข้าเหล็กสูงสุดในรอบ 5 ปี (ช่วงเดือนเมษายน – ธันวาคม)

การนำเข้าเหล็กของอินเดียแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ช่วง 9 เดือนแรก (เดือนเมษายน – ธันวาคม) ของปีงบประมาณอินเดีย (เมษายน – มีนาคม) โดยมีปริมาณนำเข้าสูงถึง 5.6 ล้านเมตริกตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และส่งผลให้อินเดียมีการนำเข้าเหล็กสำเร็จรูปมากกว่าการส่งออก ทั้งนี้ เป็นผลมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ จึงทำให้อินเดียกลายเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับผู้ผลิตเหล็กในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกลับกันกับตลาดยุโรป และสหรัฐอเมริกาที่มีความต้องการเหล็กลดลง

อินเดียเป็นผู้ผลิตเหล็กกล้าดิบ (Crude Steel) อันดับสองของโลก ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 ในรอบ 6 ปี สะท้อนให้เห็นความต้องการใช้เหล็กในตลาดอินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากรัฐบาลอินเดียคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของอินเดียจะเติบโตสูงกว่าเศรษฐกิจโลกในปีงบประมาณถัดไป โดยความแข็งแกร่งของอุปสงค์ในประเทศอินเดียเกิดจากการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนการใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างอาคารต่างๆ จึงทำให้มีการคาดการณ์ว่าปริมาณการนำเข้าเหล็กในปีงบประมาณ 2023-2024 จะเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 6 ล้านตัน แม้ว่าอุตสาหกรรมเหล็กในโลกจะชะลอตัวก็ตาม

ภาพรวมการนำเข้าเหล็กของอินเดียนับตั้งแต่เดือนเมษายน – ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา จะพบว่าเกาหลีใต้เป็นผู้ส่งออกเหล็กสำเร็จรูปอันดับต้นๆ ของอินเดีย มีปริมาณการส่งออก alloy ถึง 1.77 ล้านเมตริกตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี  ซึ่งสูงกว่าประเทศผู้ผลิตเหล็กชั้นนำอย่าง จีน ที่มีปริมาณการส่งออกมาอินเดีย 1.75 ล้านเมตริกตัน อย่างไรก็ดี การส่งออกเหล็กสำเร็จรูปของอินเดียในช่วงเดือนเมษายน – ธันวาคม 2566 กลับมีปริมาณเพียง 4.7 ล้านเมติกตัน ซึ่งนับว่าลดลงมากที่สุดในรอบ 6 ปี เป็นผลมาจากความต้องการเหล็กในต่างประเทศที่ลดลง แม้ว่าจะมีปริมาณเหล็กดิบถึง 106.1 ล้านเมตริกตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.9 จากปีก่อนหน้า โดยจากข้อมูลการนำเข้าในเดือนธันวาคม 2566 พบว่าตลาดนำเข้าหลักของอินเดีย ได้แก่ ญี่ปุ่น (ร้อยละ 41) จีน (ร้อยละ 14) เกาหลีใต้ (ร้อยละ 7) สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 6) บาห์เรน (ร้อยละ 4) อินโดนีเซีย (ร้อยละ 3) เวียดนาม (ร้อยละ 2) สหราชอาณาจักร (ร้อยละ 2)

ความเห็นของ สคต. ณ เมืองเจนไน

อินเดียเป็นศูนย์กลางการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็ก ทั้งในแง่ของการเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก รวมถึงดึงดูดการนำเข้า โดยอุตสาหกรรมเหล็กของอินเดียเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางพลวัตนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ที่การนำเข้าเหล็กเริ่มสูงกว่าการส่งออก เป็นผลมาจากความต้องการภายในประเทศ เช่น การก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่างๆ ที่รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นให้การสนับสนุน ประกอบกับราคาเหล็กในตลาดต่างประเทศ เช่น จีน และเวียดนาม สามารถแข่งขันกับราคาเหล็กในประเทศได้ ทำให้เกิดการนำเข้ามากขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เล็งเห็นถึงโอกาสและต้องการขยายตลาดสินค้าเหล็กของไทยสู่ตลาดอินเดีย ควรศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบราคาของคู่แข่ง แสดงให้เห็นจุดเด่นและข้อได้เปรียบของสินค้าไทย ตลอดจนศึกษาข้อมูลและการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA อาเซียน-อินเดีย เพื่อลดอัตราภาษีการนำเข้าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางราคาให้สินค้าไทยได้ดียิ่งขึ้น

แหล่งที่มา:

  1. Business Standard – Steel imports hit five-year high in April-December amid soaring demand – January 30, 2024.
en_USEnglish