เมื่อกล่าวถึงนาย Lewis Hamilton นักขับรถ Formel-1 แล้ว ไม่มีอะไรที่แพงสำหรับสุนัข Dogge Roscoe ของเขา ไม่ว่าจะเป็นบริการนวดน้องหมาจากหมอนวดมืออาชีพ เสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก และการเดินทางด้วย Privatjet ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด โดยผู้สนใจสามารถดูได้ในช่อง Instagram คู่ใจของเขาได้ โดยนาย Hamilton รักสุนัขของเขามากขนาดที่ในวันเกิดครบ 11 ขวบของสุนัข เขาได้จัดงานฉลองวันเกิดด้วยการตกแต่งในงานด้วยลูกโป่ง มงกุฎ และมีเค้กวีแกน การที่เขาใช้เค้กแบบวีแกนก็เพราะนาย Hamilton ใช้ชีวิตแบบวีแกน จึงทำให้อาหารสุนัขเป็นอาหารที่ทำจากพืชล้วน ๆ นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า คนรักสุนัขหรือทาสน้องหมาทุ่มเทให้พวกเขามากมายขนาดไหน บางคนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงก็เต็มใจที่จะทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อปรับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้เหมาะสมกับการเลี้ยงน้องหมาหรือน้องแมว โดยบางบ้านให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารออร์แกนิก แคลอรี่ต่ำ หรือ วีแกน แล้วยังพาสัตว์เลี้ยงไปพักผ่อนเพื่อสุขภาพที่รีสอร์ทสำหรับสัตว์ นอกจากนี้ ยังมีบริการต่างๆ เพื่อสัตว์เลี้ยงแสนรัก ไม่ว่าจะเป็นคลีนิกผ่าตัดโดยให้บริการแบบพรีเมี่ยม และยังมีบริการฝังศพสัตว์เลี้ยงในสุสานสัตว์โดยเฉพาะอีกด้วย เมื่อพูดถึงสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่มีให้สำหรับสัตว์เลี้ยงข้างต้นดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือย และเหมาะสำหรับคนรวยมาก ๆ เท่านั้น จริง ๆ แล้วธุรกิจของสัตว์เลี้ยงนี้มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์และสามารถผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แม้ในช่วงเวลาเงินเฟ้อก็ตาม ธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยงสามารถสร้างรายได้ถึง 320 พันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือสูงที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา โดยนักวิจัยตลาดของ Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ตลาดสัตว์เลี้ยงอาจจะมีมูลค่าประมาณ 500 พันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทหลายแห่งต้องการมีส่วนร่วมในการเติบโตของธุรกิจดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่นบริษัท JAB Holding ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุนของทายาทอุตสาหกรรมเยอรมัน Reimann เพิ่งลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในคลินิกและประกันสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งขณะนี้เครือโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยงนี้เปิดให้บริการถึง 2 แห่งแล้ว และกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อการเข้าสู่ตลาดหุ้นต่อไป โดยนาย Joachim Creus ซึ่งเป็น CEO ของ JAB ให้สัมภาษณ์กับ Handelsblatt ว่า “ธุรกิจสุขภาพสัตว์เป็นหนึ่งในการลงทุนที่สำคัญที่สุดของเราในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” อย่างผู้จำหน่ายสินค้าสัตว์เลี้ยงอันดับหนึ่งของโลก บริษัท Mars ซึ่งเป็นบริษัทที่บริหารโดยครอบครัวจากสหรัฐฯ โดยนาย Poul Weihrauch ต้องการเพิ่มยอดขายแผนกดูแลสัตว์เลี้ยงขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2033 ล่าสุดยอดขายของแผนกผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงมีส่วนแบ่งถึง 60% ของยอดจำหน่ายโดยรวมของกลุ่มบริษัท โดยที่มีมูลค่าสูงถึง 45 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากข้อมูลของบริษัท Mars แจ้งว่า บริษัทฯ ครองธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยงครึ่งหนึ่งของโลก โดยบริษัท Mars ที่เดิมเป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าอุปโภค – บริโภคในสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่จำหน่ายอาหารและเครื่องประดับสำหรับสัตว์เท่านั้น แต่ยังลงทุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงอีกด้วย อย่างเช่นใน คลินิก ห้องปฏิบัติการวินิจฉัยโรค และการประกันสุขภาพสำหรับสัตว์

 

โดยหลัก ๆ ปัจจัยหลัก 3 ประการ ที่ทำให้ยอดขายในธุรกิจสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงทศวรรษนี้ ได้แก่ ประการที่ 1 จำนวนสัตว์เลี้ยงทั่วโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้น 2% ต่อปี จากข้อมูลการตลาดแสดงให้เห็นว่า จำนวนสัตว์เลี้ยงขยายตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่าประชากรมนุษย์ทั่วโลกถึง 2 เท่าตัว อย่างในเยอรมนีเกือบทุกวินาที ใน 1 ครัวเรือนจะมีสัตว์เลี้ยงอย่างน้อยหนึ่งตัวเพิ่มขึ้น ประการที่ 2 แม้เจ้าของสัตว์เลี้ยงจะประสบปัญหาข้าวยากหมากแพงในปัจจุบัน แต่พวกเขาก็ยังเลือกใช้สินค้าหรูให้กับสัตว์เลี้ยงของพวกเขา ซึ่งนาย Jean-Yves Parisot ผู้อำนวยการฝ่ายของ Symrise ตั้งข้อสังเกตว่า “ผู้คนยินดีจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อสินค้าต่าง ๆ มาปรนเปรอสัตว์เลี้ยงของตน และแทนที่จะมาปรนเปรอตัวเอง” บริษัท Symrise ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดค่าดัชนี DAX เป็นผู้ผลิตกลิ่นสังเคราะห์รายใหญ่ให้กับบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ และประการที่ 3 เจ้าของสัตว์เลี้ยงพยายามปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงของตัวเองแบบที่ทำกับมนุษย์มากขึ้น โดยอนุญาตให้สัตว์เลี้ยงนอนบนเตียงกับเจ้าของ และพาสัตว์เลี้ยงไปที่ทำงานด้วยหรือบางที่มีบริการศูนย์รับเลี้ยงสุนัขอ่อนวัยในระหว่างวันด้วย นาย Creus ซีอีโอของ JAB กล่าวว่า “ทุกวันนี้สุนัขได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเหมือนเด็ก ๆ เจ้าของทำทุกอย่างเพื่อความอยู่ดีมีสุขของพวกมัน” จากข้อมูลของ Euromonitor บริษัทวิจัยตลาดพบว่า ในปี 2022 มีการจำหน่ายอาหารสัตว์ทั่วโลก 124 พันล้านดอลลาร์โดยประมาณ และเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการที่สูงได้ภายในปี 2025 บริษัท Nestlé ได้ลงทุนประมาณ 3 พันล้านยูโร ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแห่งใหม่ บริษัท Nestlé ของสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตสินค้ายี่ห้อ Kitkat และ Nescafe มีรายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์เกือบ 20% หรือมีมูลค่าถึง 18 พันล้านยูโร โดยมีบริษัทในเครือของ Purina จำหน่ายสินค้าอาหารสัตว์ยี่ห้อต่าง ๆ เช่น Felix, Gourmet และ Beneful เป็นต้น นาย Carmen Borsche ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคของ Nestlé Purina Petcare กล่าวว่า “ความต้องการผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารสัตว์ระดับพรีเมียมยังคงสูงอยู่” อย่างไรก็ตามจากการศึกษาของ NielsenIQ บริษัทวิจัยตลาดแสดงให้เห็น เจ้าของสุนัขและแมวชาวเยอรมันเพียง 6% เท่านั้นที่มีความประสงค์เปลี่ยนไปใช้อาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์ราคาถูกอย่างถาวร จากข้อมูลของสำนักงานสถิติประจำประเทศเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) แจ้งว่า ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา อาหารสุนัขและแมวมีราคาสูงขึ้น 3 เท่าตัว เนื่องจากอาหารสัตว์มักจะผลิตจากเศษเนื้อสัตว์หรือเครื่องในเป็นหลัก แต่เพราะชาวเยอรมันบริโภคเนื้อสัตว์ลดลง จึงมีการชำแหละ วัว และหมู ลดลง ผู้ผลิตอาหารสัตว์จึงเริ่มค้นคว้าหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการใช้เนื้อสัตว์มากขึ้น โดยบริษัท Mars เริ่มจำหน่ายสินค้ายี่ห้อ “Lovebug” ในสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นอาหารแมวชนิดแรกที่ทำจากแมลงโดยเฉพาะ แผนกพัฒนาสินค้าของยี่ห้อ Purina ของ Nestlé ยังได้ทดสอบพัฒนาอาหารที่มีโปรตีนทางเลือกจากแมลงและ ถั่วปากอ้า อีกด้วย นาง Céline Levointurier หัวหน้าแผนกอาหารสัตว์เลี้ยงของบริษัท Mars (Pedigree, Whiskas, Sheba) ของเยอรมันอธิบายว่า “ผู้คนจำนวนมากขึ้นเริ่มให้ความสำคัญกับอาหารคุณภาพสูงและดีต่อสุขภาพมากขึ้น และส่งต่อความต้องการเหล่านี้ไปยังสัตว์เลี้ยงของพวกเขาด้วย” ซึ่งบริษัท Symrise เองได้รับประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ด้วย บริษัทซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ชี้ค่าดัชนี Dax เคลือบกลิ่นและรสชาติอาหารสัตว์เลี้ยง และรับรองว่าอาหารจะดึงดูดใจสุนัขและแมว บริษัท Symrise พัฒนาความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละสายพันธ์ และภูมิภาคของสัตว์ที่แตกต่างกันออกไป โดยบริษัทเรียกได้ว่าเป็นผู้นำในด้านเทคนิคดังกล่าวของโลก ซึ่งหมายความว่า บริษัท Symrise สามารถสร้างรายในธุรกิจดังกล่าวได้เกือบพันล้านยูโร หรือประมาณ 1 ใน 5 ของยอดขาย ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มที่ 20% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย ธุรกิจดังกล่าวของบริษัทจึงเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มากที่สุด โดยธุรกิจนี้เติบโตมากกว่า 10% ต่อปี และคาดว่า ธุรกิจดังกล่าวจะมีมูลค่ามากกว่า 1.5 พันล้านยูโรภายในปี 2025 บริษัท Symrise ยังต้องการลงทุนด้านสุขภาพสัตว์มากขึ้นอีกด้วย โดยบริษัท Symrise ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็นจำนวนเงินกว่าครึ่งพันล้านยูโรกับบริษัท Swedencare ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านทันตกรรมสำหรับสัตว์ นอกจากนี้บริษัท Symrise ยังเพิ่มสารเพื่อสุขภาพลงในอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงป่วยอีกด้วย เพราะตลาดสุขภาพสัตว์ถือเป็นตลาดอนาคตที่มีการเติบโตสูง

 

ในเวลานี้สัตว์เลี้ยงเริ่มมีอายุมากขึ้นและต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เช่น ต้อกระจก เบาหวาน และมะเร็ง ในอดีตพวกมันจะถูกพาไปการุณยฆาตโดยสัตวแพทย์ แต่ตอนนี้สัตว์เลี้ยงเหล่านี้จะได้รับการรักษาด้วยเวชภัณฑ์ยาและการผ่าตัดต่าง ๆ เหมือนกับมนุษย์มากขึ้น หลังจากที่บริษัท Mars เข้าซื้อกิจการด้านสัตวแพทย์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ปัจจุบันทำให้บริษัท Mars กลายเป็นผู้ให้บริการด้านสัตวแพทย์รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสถานปฏิบัติและคลินิกประมาณ 2,500 แห่ง และในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Mars ได้ประกาศว่า จะเข้ารับช่วงต่อธุรกิจวินิจฉัยโรคด้านสัตวแพทย์ของบริษัท Synlab ซึ่งเป็นผู้นำตลาดดังกล่าวของยุโรปอีกด้วย คู่แข่งอย่างบริษัท Nestlé ก็ลงทุนในโรงพยาบาลและคลินิกด้านสัตวแพทย์เช่นกัน นักลงทุนด้านสินค้าอุปโภคบริโภค JAB ซึ่งเป็นที่รู้จักจากในฐานะเจ้าของกาแฟยี่ห้อ Jacobs เองก็ได้จัดสรรเงินหลายพันล้านให้กับโรงพยาบาลและคลินิกเช่นกัน ขณะนี้บริษัท JAB มีความประสงค์ที่จะนำบริษัท 2 บริษัทเข้าสู่ตลาดหุ้น ได้แก่ คลินิก Ethos คลินิกเฉพาะทางและฉุกเฉินสำหรับสัตว์เลี้ยงจำนวน 145 แห่ง และบริษัท NVA ที่มีสถานพยาบาลและรีสอร์ทสำหรับสัตว์เลี้ยงมากกว่า 1,400 แห่ง โดย JAB แจ้งว่า “ตอนนี้เรามียอดจำหน่ายสูงถึงหกพันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีกำไรจากการดำเนินงานเกือบพันล้านฯ” นอกจากนี้ในช่วง 2 ปีข้างหน้า JAB ประสงค์ลงทุนห้าพันล้านเหรียญสหรัฐกับธุรกิจประกันสุขภาพและอุบัติเหตุสำหรับสัตว์เลี้ยง ในปัจจุบันการผ่าตัดสะโพกสำหรับสุนัขสามารถมีราคาสูงถึง 6,500 ยูโร/ครั้ง โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา JAB ได้เข้าซื้อหุ้นใหญ่ในบริษัท Pumpkin บริษัทประกันสัตว์เลี้ยงของสหรัฐฯ หลังจากที่ Agila ผู้นำตลาดด้านดังกล่าวในเยอรมนีได้เพิ่มซื้อบริษัท Animal Friends ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยสัตว์เลี้ยงรายใหญ่อันดับ 2 ของอังกฤษในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเช่นกัน โดยบริษัท Market Research Future คาดการณ์ว่า นอกจากนี้ตลาดเวชภัณฑ์สำหรับยาสัตว์เลี้ยงก็เติบโตเช่นกัน จาก 31 พันล้านเหรียญสหรัฐโดยประมาณในปี 2022 น่าจะเพิ่มเป็น 45 พันล้านเหรียญสหรัฐโดยประมาณ ภายในปี 2030 ประมาณ ซึ่งดูเหมื่อนว่า ความเกินจริงที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงดูเหมือนจะไม่มีขอบเขตที่สิ้นสุด ในเวลานี้มีผู้ให้บริการใน เกาหลี จีน และ สหรัฐอเมริกา ที่ให้บริการโคลน (cloning) สัตว์เลี้ยงหลังจากสัตว์เลี้ยงเสียชีวิตลง โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ลูกสุนัขมีราคาประมาณ 50,000 ยูโร และการโคลนแมวหนึ่งตัวมีราคามากกว่า 30,000 ยูโร โดยนาย Hamilton นักแข่งรถก็ไม่ยอมน้อยหน้า และอย่างน้อยเขาก็ทำให้เก็บเชื้อสเปิร์มของ Great Dane Roscoe ของเขาแช่งแข็งเอาไว้แล้ว

 

 

จาก Handelsblatt 18 ธันวาคม 2566

en_USEnglish